เที่ยวทวนน้ำ เลียบลำสุพรรณบุรี



ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง เมื่อหวนทวนเรื่องราวแต่หนหลัง มีใครบ้างไม่มีเรื่องเล่า ยิ่งผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ความทรงจำจากวันวานยิ่งมากมาย และมากกว่าชีวิตของคนคนหนึ่ง คือความเป็นมาของเมืองเมืองหนึ่ง ซึ่งแต่ละถิ่นที่ล้วนมีประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง อีกทั้งยังมีวิถีวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น บางสิ่งอาจสูญหาย แต่บางอย่างก็ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

สุพรรณบุรี “เมืองแห่งทุ่งข้าวและชาวน้ำ” เป็นหนึ่งในดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราว เมืองเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ปีแห่งนี้ ได้เก็บงำเรื่องราวของวันเก่าก่อนไว้ในแผ่นดินที่ราบลุ่มริมสายน้ำท่าจีน หรือที่คนพื้นถิ่นเรียกว่าแม่น้ำสุพรรณบุรี อย่างภาคภูมิในความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ไม่ปฏิเสธความเจริญที่จำเป็นต่อการเติบโตของเมืองและผู้คน นอกจากอดีตอันรุ่งเรือง การเดินทางสู่สุพรรณฯ ก็แสนสะดวกสบาย เพียบพร้อมด้วยแหล่งท่องเที่ยว และมากมายด้วยที่พัก ที่กิน ที่จับจ่าย โดยเฉพาะตลาดโลราณริมน้ำท่าจีนที่พลิกฟื้นความรุ่งเรืองเมื่อกว่าร้อยปีก่อนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หมู่เรือนไทยริมลำคลองบางแม่หม้ายในยามบ่ายจัดรับแสงแดดอ่อนดูแล้วอบอุ่น แต่ที่น่าอบอุ่นยิ่งกว่าคือการต้อนรับขับสู้ของชาวบางแม่หม้าย เรานั่งรับลมเย็นที่พัดโชยจากชายน้ำอยู่ตรงใต้ถุนเรือนยกพื้นสูง ขณะที่ลุงเสน่ห์และป้าอุ่นเรือน สุวรรณคร กำลังนั่งทำไม้กวาดร้อยปี สินค้าโอท็อปของบ้านบางแม่หม้าย อำเภอบางปลาม้า กันอย่างสบายอกสบายใจ นอกจากการเข้าพักในเรือนไทยแล้ว บ้านบางแม่หม้ายยังมีกิจกรรมให้ได้เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ทุ่งนาและลำคลอง คือ ลงเรือมาดชมคลอง แล้วเดินทางกลับด้วยรถอีแต๋น เป็นการเที่ยวแบบง่าย ๆ ที่เรียกความประทับใจจากคนเมืองได้อย่างที่สุด

 

 



เก้าห้อง อดีตของพ่อค้าและเสือร้าย ร่ำลาชาวบางแม่หม้ายแล้ว เรามุ่งมายังตลาดเก้าห้อง ตลาดริมน้ำแห่งนี้แบ่งย่อยออกเป็น ๓ ส่วน โดยเป็นซอยเล็ก ๆ ขนานกัน หากหันหน้าเข้าหาแม่น้ำ ด้านขวาสุดคือตลาดล่าง ถัดไปทางซ้ายคือตลาดกลางและตลาดบน ตามลำดับ ในวันธรรมดาค่อนข้างเงียบเหงา ภาพที่เห็นคือช่วงเวลาที่ชีวิตดำเนินไปอย่างนิ่งเนิบ โดยไม่ต้องเติมแต่งสิ่งใดเข้าไปให้ฉูดฉาดเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเยือน หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา บ้านเก้าห้องคึกคักด้วยบรรยากาศของการจับจ่ายสินค้าทั้งในตลาดน้ำและบนตลาดบก อีกทั้งยังพลุกพล่านด้วยผู้คนที่ขึ้นลงเรือโดยสารสายสุพรรณบุรี-กรุงเทพฯ จนเมื่อถนนคืบขยายมาถึง ความคึกคักก็ย้ายตามไปอยู่ติดเส้นทางคมนาคมที่สะดวกกว่า กลบฝังอดีตที่เคยรุ่งเรืองไว้ในความทรงจำของผู้คนริมสายน้ำ

จุดแรกที่เราแวะคือพิพิธภันฑ์ตลาดเก้าห้อง ที่ดัดแปลงเรือนแถวไม้หน้าแคบให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เรียบง่าย ในพิพิธภัณฑ์ฯ เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ เช่น เครื่องจักสานอันเป็นเครื่องมือจำเป็นของชาวนา เตารีด กระติกน้ำ ฯลฯ และมีภาพวาดตลาดเก้าห้องหลากหลายมุมโดยฝีมือของนักศึกษาวิทยาลัยช่างศิลป สุพรรบุรี ติดอยู่บนผนังไม้สีน้ำตาลเข้ม จากตลาดล่างอายุ ๑๐๕ ปี มายังตลาดกลางอายุ ๗๔ ปี ที่มีกระหรี่พัฟขึ้นชื่อขายอยู่หน้าร้านประเสริฐเวชภัณฑ์ ด้านหลังศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เราเที่ยวชมเรือนเก่าที่หลายหลังปิดเงียบ ก่อนจะเดินต่อเข้ามาในทางเล็ก ๆ ข้างร้านประเสริฐเวชภัณฑ์ แล้วมาหยุดที่ร้านราดหน้าเจ๊จุก หนึ่งในร้านแนะนำของบ้านเก้าห้อง ซึ่งมีสารพันเหล้าหงส์สะสมไว้ให้ขอดูได้ อีกจุดที่ไม่ควรพลาด คือโรงสีเก่าริมน้ำ บรรยากาศแสนคลาสสิกด้วยฝาไม้สีน้ำตาลมอมแมมที่มีช่องโหว่แหว่งกำลังงาม โรงสีนี้ถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำหนังมาแล้วหลายเรื่องเช่น ๗ ประจัญบาน อั้งยี่ แม่เบี้ย ฯลฯ นับว่าเป็นอีกไฮไลต์รองจากหอดูโจรเลยทีเดียว เยื้องกับโรงสีมีซอกซอยเล็กนำไปสู่ตลาดบน ซึ่งมีเอกลักษณ์ชัดเจนคือตลอดแนวเรือนแถวไม้สองฝั่งที่ตั้งประจันกันนั้น มีหลังคาสังกะสีครอบคลุมอยู่สูงขึ้นไป โดยเว้นแนวช่องว่างระหว่างหลังคาบ้านกับหลังคาตลาด ทำให้อากาศถ่ายเทดี และได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติ เวลาฝนตกก็ไม่เปียก

ถึงแม้จะเป็นย่านเก่า แต่บ้านเก้าห้องก็จัดอยู่ในข่ายของชุมชนประหยัดพลังงาน ช่วยลดโลกร้อน เพราะบ้านเรือนถูกสร้างใหม่มีที่ทางเปิดรับแสงและลม โดยเฉพาะร้านวานิชดีนั้น เป็นบ้านเพดานสูง แล้วกรุกระจกบางช่วงให้แสงส่องลงมา เวลาที่ไม่ต้องการแสง ก็แค่ชักรอกดึงแผ่นไม้มาปิดกระจก นับเป็นภูมิปัญญาที่ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างน่าทึ่ง