ตะลุยปราจีนบุรี ล่องแก่ง…เดินป่า…ศึกษาธรรมชาติ



ปราจีนบุรี
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้านธรรมชาติ เป็นจุดขายหนึ่งที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือททท. จัดเป็นแคมเปญหลักอีกแคมเปญหนึ่ง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว “ไทยเที่ยวไทย” ในห้วงสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ แต่เมื่อกล่าวถึง “เมืองต้นไม้” หลายคนอาจแปลกใจ และสับสนว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดในประเทศไทย จะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้น คือ จ.ปราจีนบุรี หัวเมืองเล็กๆ ที่อยู่ไม่ห่างไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครมากนัก
ด้วยคำขวัญประจำจังหวัด ที่ว่า “ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน ไผ่ตงหวานคู่เมือง ผลไม้ลือเลื่อง เขตเมืองทวารวดี” ดังนั้น เมืองต้นไม้ อย่าง ปราจีนบุรี นับได้ว่ามีความหลากหลายด้านธรรมชาติ ทั้งขุนเขา น้ำตก แหล่งล่องแก่ง แหล่งโบราณสถาน หรือแหล่งประวัติศาสตร์ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดขาย ที่โดดเด่นของจังหวัดนี้ และเปรียบ เสมือนเพชรที่รอการเจียระไนด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ คือ พันธุ์ไม้ประดับ ไม้ล้อม ไม้ใหญ่ และไม้ดัด จำนวนมหาศาล นับได้ว่ามีการเพาะปลูกเป็นแหล่งใหญ่ของประเทศ สร้างรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าแบบพอเพียง

 

 

เมื่อชื่นชมกับพรรณไม้นานาชนิดแล้ว เดินทางมุ่งหน้าต่อไปยัง อ.นาดี แหล่งล่องแก่งชื่อดังอย่าง “แก่งหินเพิง” ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 9 ต.สะพานหิน อ.นาดี สถานที่ท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติสวยสดงดงาม ก่อนจะติดต่อประสานงานกับผู้ประกอบการล่องแก่งที่มีให้เลือกหลายราย หลังจากนั้นพวกเราก็จะพากันเดินป่าไปยังต้นน้ำ ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 45 นาที
จากนั้นปฏิบัติการความสนุกสนานเร้าใจกับการผจญภัยไร้ขีดจำกัดในสายน้ำที่เชี่ยวกราก ตื่นตาตื่นใจกับการพายเรือยางผ่านโขดหินน้อยใหญ่ในลำน้ำ ชื่นชมธรรมชาติสองฟากฝั่งริมธาร เสียงหวีดร้องกระตุ้นประสาทสัมผัสของนักล่องแก่งตลอดเวลา แต่สร้างความ เชื่อมั่นด้วยระบบความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมกู้ภัยทางน้ำมาอย่างดีเยี่ยม ซึ่งประจำอยู่ตามจุดต่างๆ ที่ล่องแก่งผ่าน จากจุดเริ่มต้นเหนือ แก่งหินเพิง ลงมาจะผ่าน แก่งวังบอน แก่งลูกเสือ แก่งงูเห่า และ แก่งวังไทร ก่อนมาขึ้นท่าที่ จุดสุดท้าย บริเวณ ขญ.9 หรือล่องแก่งต่อไปยัง แก่งหินเพิงริเวอร์ไซด์ ระยะทางอีกประมาณ 1 กิโลเมตร
ก่อนจะขึ้นฝั่งด้วยความเหนื่อยล้า แก้กระหายด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ต่อด้วยการรับประทาน “ขนมเขียว” ที่มีรสชาติอร่อยน่าลิ้มลอง ซึ่งเป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว ผสมกับน้ำใบเตยมีสีเขียว โดยมีไส้อยู่ตรงกลางทำจากถั่วเขียว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของฝาก จากหมู่บ้านใน ต.สำพันตา

 



 

การเดินทาง

โดยรถยนต์: จากกรุงเทพฯ สามารถใช้เส้นทางได้หลายเส้นทาง ได้แก่ เส้นทางสายถนนพหลโยธิน พอถึงรังสิตให้ชิดซ้ายโดยใช้สะพานวงแหวนข้ามมาลงที่เส้นทางหลวงหมายเลข 305 เลียบคลองรังสิต ผ่านอำเภอองครักษ์ จ.นครนายก แล้วเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 33 เส้นนครนายก-ปราจีนบุรี พอถึงแยกขวาที่สามแยกหนองชะอมประมาณกิโลเมตรที่ 155 ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 319 ก็จะถึงตัวจังหวัดปราจีนบุรี ระยะทางประมาณ 132 กิโลเมตร หรือ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 304 ผ่านจังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอพนมสารคาม แล้วให้เข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 319 ผ่านอำเภอ ศรีมโหสถ ก็จะถึง ตัวเมืองปราจีนบุรี ระยะทาง 158 กิโลเมตร

โดยรถไฟ: มีบริการขบวนรถไฟโดยสาร (รถธรรมดา) สายกรุงเทพฯ-ปราจีนบุรี วันละ 4 ขบวน โดยออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพง ทุกวัน

แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง
ที่เหล่านักท่องเที่ยวธรรมชาติสามารถไปยลโฉมสัมผัสได้ คือ “วัดแก้วพิจิตร” หมู่ 4 ต.บางบริบูรณ์ อ.เมืองปราจีนบุรี ชมอุโบสถสถาปัตยกรรม 4 ชาติ ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2422 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บนริมฝั่งขวาของแม่น้ำปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมือง ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 2 กิโลเมตร ก่อนจะแวะไปดู “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี” ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี ห่างจากศาลากลางประมาณ 200 เมตร ภายในมีการจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่ได้จากเมืองโบราณสมัยทวารวดี ที่ชาวบ้านเรียกว่า เมืองศรีมโหสถ อาทิ พระพุทธรูป เทวรูป ทับหลัง เครื่องใช้สำริด เป็นต้น และจัดแสดงศิลปะในประเทศไทยสมัยต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาเปรียบเทียบเรื่องราวในประวัติศาสตร์

ของฝากเมืองปราจีนบุรี
ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง คงหนีไม่พ้นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร รวมถึงพวกกิ่งพันธุ์ไม้ผลในพื้นที่ ต.ไม้เค็ด อ.เมือง ส่วนไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ดัด ไม้เลื้อย คงต้องเป็นที่หมู่บ้านดงบัง อ.เมือง และผักกระเฉดชะรูดน้ำ อ.กบินทร์บุรี หน่อไม้ไผ่ตง อ.ประจันตคาม ล้วนเป็นของฝากได้อย่างดีเยี่ยม