ตามรอย ไต ในเมืองสามหมอก



 

เมืองสามหมอก แม่ฮ่องสอน รับลมเหนือ

ไม่กี่นาทีจากสนามบินสุวรรณภูมิเราพบตัวเองยืนรับลมเย็นอยู่ที่สนามบิน จังหวัดเชียงใหม่ กับนั่งสะบัดซ้ายสะบัดขวาในรถตู้ไปอีกแค่ 1,864 โค้ง เราก็เดินทางมาถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนเสียแล้วโดยสวัสดิภาพ สาธยายประวัติเมืองแม่ฮ่องสอนกันสักหน่อย ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า เดิมเป็นชุมชนบ้านป่าที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ มีชาว "ไต" หรือ "ไทยใหญ่" จากรัฐฉาน สหภาพพม่า ปัจจุบันอพยพเข้ามาทำไร่ทำสวนเป็นบางฤดูกาล

ในปี พ.ศ. 2374 ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทางแคว้นล้านนาไทย เมืองพิงค์นครหรือเมืองเชียงใหม่ มีพระยาเชียงใหม่มหาวงศ์ ซึ่งต่อมาได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นพระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดี ได้ทราบว่าทางตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งก็คือดินแดนที่เป็นหัวเมืองแม่ฮ่องสอนในปัจจุบัน มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง ป่าทึบและมีช้างป่าที่ชุกชุมมาก จึงให้เจ้าแก้วเมืองมานำไพร่พล ช้างต่อหมอควาญ ออกไปจับช้างป่านำมาฝึกสอนใช้งาน เจ้าแก้วเมืองมาคล้องช้างป่ามาฝึกสอนอยู่บริเวณนี้ซึ่งมีร่องน้ำเหมาะแก่ การฝึกช้างป่า จนจะเดินทางกลับจึงได้ตั้งให้แสนโกมเป็นผู้ใหญ่บ้านปกครองดูแล และตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านแม่ร่องสอน" ต่อมาชื่อนี้ได้เพี้ยนมาเป็น "แม่ฮ่องสอน" ดังเช่นปัจจุบัน



ถึงปี พ.ศ. 2417 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 บ้านแม่ร่องสอนกลายเป็นชุมชนใหญ่ เจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้ตั้งชานกะเลชาวไทยใหญ่เป็นเจ้าเมืองคนแรกมีบรรดา ศักดิ์เป็นพญาสิงหนาทราชา

ราวปี พ.ศ. 2443 รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองขุนยวม เมืองยวมใต้ (แม่สะเรียง) และเมืองปายตั้งเป็นเชียงใหม่ตะวันตก จน พ.ศ. 2446 ได้เปลี่ยนเป็นบริเวณพายัพเหนือขึ้นตรงต่อมณฑลพายัพ และตั้งที่ว่าการเมืองแม่ฮ่องสอนในปี พ.ศ. 2453 ถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้ตั้งเมืองขึ้นเป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอน และโปรดเกล้าฯ ให้พระศรสุราชเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรก จนถึงปี พ.ศ. 2476 จึงได้โอนไปขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย

 



 

ภาพร่องน้ำสอนช้างและช้างเล่นน้ำ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อบันทึกถึงรากฐานที่มาของเมืองนี้

ตามรอย "ไต"

ชนเชื้อสาย "ไทยใหญ่" หรือ "ไต" ในพื้นที่ประเทศไทยนั้น พบอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ เพชรบูรณ์และแม่ฮ่องสอน พ้นแดนไทยออกไปพบว่าตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณพม่า ลาว และในเขตประเทศจีนตอนใต้

การค้นหาความเป็น "ไต" ของเราเริ่มต้นขึ้นที่ บ้านเมืองปอน อำเภอขุนยวม ที่นี่เราได้สนทนากับ คุณตาแหลมคำ คงมณี อายุ 76 ปี สล่าทำจองพาราที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวในบ้านเมืองปอน ชมการสาธิตวิธีการประดิษฐ์จองพาราและประเพณีวัฒนธรรมไทยใหญ่ โดยรับจ้างทำจองพาราราคาประมาณ 700 บาท/หลัง และยังเป็นวิทยากรในการสอนการทำจองพาราให้กับเยาวชนในหมู่บ้านอีกด้วย

บ้านแม่ละนา คือกิจกรรมเดินป่าชมถ้ำต่าง ๆ เช่น ถ้ำแม่ละนา, ถ้ำไข่มุก แต่ที่เราเลือกไปในวันนั้นคือ ถ้ำปะการัง จากตัวหมู่บ้านเราต้องเดินลงเขาไปตามทางซีเมนต์สลับลูกรังที่มีความลาดชันท้าทายกำลังขาไม่เบา

ภายในถ้ำปะการัง ความยาวประมาณ 1 กิโลเมตรแบ่งออกเป็นหลายห้อง เป็นถ้ำที่เรียกได้ว่ายังมีชีวิตเพราะระหว่างการเดิน มุด ปีน ไถล ไปในถ้ำเรายังพบเห็นหินงอกและหินย้อยที่ยังคงก่อร่างสร้างตัวอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ใครที่วางแผนเที่ยวถ้ำนี้ก็อย่าลืมพกพาไฟฉาย รองเท้าดี ๆ เดินแล้วไม่ลื่น รวมทั้งขาที่แข็งแรงไว้ให้พร้อมสำหรับการเดินลงเขาขึ้นเนิน

 



 

ปอยเหลินสิบเอ็ด และ จองพารา

ตกค่ำตะวันคล้อย เมื่อเราเดินทางกลับเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อร่วมงานประเพณี "ปอยเหลินสิบเอ็ด" หรืองานบุญเดือนสิบเอ็ดซึ่งตรงกับเดือนตุลาคมของทุกปี นับว่าเป็นเทศกาลสำคัญของพุทธบริษัทชาวไตและชาวแม่ฮ่องสอนทั้งจังหวัด

ตำนานพุทธประวัติระบุว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณมาเป็นเวลา 7 พรรษา ทรงเสด็จขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทรงเทศนาอภิธรรม 7 คัมภีร์โปรดพุทธมารดา พร้อมทั้งเหล่าเทพยดาและพระพรหมตลอดระยะเวลาในพรรษา 3 เดือน และเสด็จกลับยังมนุษยโลกในวันเพ็ญเดือน 11 ณ เมืองสั่งกะนะโก่ (สังกัสนคร)

เที่ยวเมืองวัด

พระเก้าวัดสิบวา มาแม่ฮ่องสอนคราวนี้ไม่ผิดหวัง ได้ตระเวนกอบโกยส่วนกุศลผลบุญกันฉ่ำใจ เพราะนอกจากวัดพระธาตุดอยกองมูและวัดม่วยต่อที่ไปเยือนมาแล้ว เรายังได้ชม วัดจองกลาง และ วัดจองคำ วัดแฝดที่ตั้งอยู่ติดกันบริเวณสวนสาธารณะหนองจองคำกลางเมืองแม่ฮ่องสอน

วัดจองกลาง โดดเด่นด้วยเจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญ ส่วนยอดประดับด้วยฉัตรสามชั้น มีกลุ่มเจดีย์สี่ทิศล้อมรอบ องค์เจดีย์ก่ออิฐถือปูนทาสีขาว ประดับตกแต่งด้วยลายปูนปั้นสีทอง ในยามค่ำคืนเมื่อแสงไฟสาดส่องจะเปล่งประกายสีทอง ยิ่งมองงามเมื่อสะท้อนกับผิวน้ำของหนองจองคำ เป็นอีกมุมที่นักถ่ายภาพไม่ควรพลาด บนศาลาการเปรียญมีห้องพิพิธภัณฑ์ ที่รวบรวมตุ๊กตาไม้แกะสลักรูปคนและสัตว์ฝีมือแกะสลักของช่างชาวพม่าจำนวน 33 ตัวได้มาไว้ที่วัดตั้งแต่ พ.ศ. 2400 บอกเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับตำนานพระเวสสันดรชาดก

วัดจองคำ วัดแรกของเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2340 ตามแบบอย่างศิลปะแบบไทยใหญ่ที่งดงามด้วยหลังคาทรงปราสาท จุดที่ไม่ควรพลาดชมคือ วิหารหลวงพ่อโต ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบไทยใหญ่ผสมฝรั่ง ประตูหน้าต่างตอนบนโค้งประดับลวดลายแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต ขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2477 โดยช่างฝีมือชาวพม่า

หากต้องการทดสอบ 1,864 โค้ง การเดินทางสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนโดยรถส่วนตัว แนะนำให้ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมาย เลข 108 จากเชียงใหม่ผ่าน อ.ฮอด, อ.แม่สะเรียง, อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง หรืออีกทางที่นักท่องเที่ยวนิยมคือ ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1095 จากเชียงใหม่ผ่าน อ.แม่แตง, อ.ปาย ถึง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 245 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง แต่สภาพถนนลาดชันกว่าเส้นทางหมายเลข 108

สำหรับรถปรับอากาศ มีรถออกจากสถานีขนส่งสายเหนือทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 17 ชั่วโมง สอบถามได้ที่ 0-2936-2852-66 หรือจะใช้บริการรถไฟมาลงที่เชียงใหม่ แล้วต่อรถประจำทางก็มีทั้งรถโดยสารประจำทางทั้งธรรมดาและปรับอากาศ รายละเอียดติดต่อ บริษัทเปรมประชาขนส่ง จำกัด โทร. (053) 244737, 242767

ส่วนใครที่ไม่อยากเสียเวลา การบินไทยมีบริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพ-เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ทุกวัน สอบถามโทร.0-2280-0070-90

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

 



แนะนำ