เจ็ดเสมียน รวมทั้งการเคลื่อนเปลี่ยนของกาลเวลา



 

เจ็ดเสมียน รวมทั้งการเคลื่อนเปลี่ยนของกาลเวลา
ริมแม่น้ำแม่กลองที่ไหลผ่านตำบล เจ็ดเสมียน ชุมชนเล็ก ๆ ของอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีี แดดอุ่นฉายทาบลงบนหย่อมห้องแถวไม้ ตลาดนัดมากมาย ของกินพื้นถิ่น รอยยิ้มอันเรียบง่าย ปนอยู่ในสนทนาประสาเพื่อนบ้านเสียงหวูดรถไฟลากยาว ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อใครบางคนเดินเลาะราง กลับสู่บ้านหลังเก่า
แม้ตำบลริมแม่น้ำแห่งนี้ จะอยู่ห่างออกมาเพียงราวชั่วโมงกว่า ๆ แต่ก็เหมือนบางนาที มันช่างต่างกันแสนไกล มาอยู่ที่นี่หลายวัน ผมคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ที่จากมา ความอุ่นเอื้ออาทรและการดูแลซึ่งกันและกัน

 

 



เจ็ดเสมียน ก็เหมือนกับย่านตลาดริมน้ำหลาย ๆ แห่ง ทว่า เป็นตลาดบก ไม่ได้หันหน้าให้แม่น้ำเหมือนแถบอัมพวา สินค้าต่าง ๆ เมื่อเดินทางทางเรือมาถึงก็จะ “ขึ้น” มาขายกันบนฝั่ง เป็นจุดเชื่อมระหว่างเรือกับรถไฟเพื่อเข้ากรุงเทพฯ หรือรอนแรมล่องลงใต้ “ถนนน่ะหรือ อย่าไปนึกว่าดี แต่ก่อนเข้าไปเรียนในจังหวัด มีรถแค่รอบเดียวนั่นละแน่น เด็กนักเรียนที่ไปเรียนในจังหวัดจองบนหลังคากันโน่น”
ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองทั้งสองฟาก ในช่วงพาดผ่านพื้นที่ตำบลเจ็ดเสมียน คือบ้านหลังอุ่นของคนหลายที่มาบ้านสนามชัยและบ้านกุ่ม คือถิ่นปักหลักของชาวเขมร ที่ว่ากันว่า เขมรที่นี่ไม่ใช่เขมรจากพระตะบองหรือเสียมราฐ หากแต่อพยพโยกย้ายกันมาจากสุรินทร์ คนไทยเชื้อสายเขมรเชี่ยวชาญการเลี้ยงและทำศึกสงครามด้วยข้าง “พวกนี้ส่วนใหญ่ดั้งเดิมนามสกุลวงศ์ไอยรา ไปดูได้ งานบุญที่วัดสนามชัย ส่วนใหญ่พี่น้องกันทั้งนั้น” เฒ่าชราคนหนึ่งบอกกับผมในวันหนึ่งเมื่อเราแวะเข้าไปเที่ยววัดสนามชัยเช่นเดียวกับคนเชื้อสายลาว พวกเขามีบ้านเรือนระเรื่อยริมฝั่งแม่น้ำ กระจายกันอยู่ทั่วไปในเมืองไทยมา แต่ยุคกรุงธนบุรีตราบต่อกรุงรัตนโกสินทร์ คนลาวในราชบุรีรวมถึงเจ็ดเสมียนย้ายครัวกันมาจากเวียงจันทน์ พวกเขาถูกเรียกว่า “ลาวตี้” ด้วยมักพูดลงท้ายด้วยคำที่ออกเสียงตี้เช่นกัน พวกเขานำมาซึ่งประเพณีวัฒนธรรมอันน่าศึกษาสัมผัส โดยเฉพาะประเพณีแห่ดอกไม้ท้ายสงกรานต์ ที่ว่ากันว่างดงามยิ่งนัก
ภาพผสมกลมกลืนของผู้คนในอดีตตกทอดอยู่ในชีวิตและการงานจนดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้วันนี้เด็กรุ่นใหม่อาจไม่ได้ใช้ภาษา “ดั้งเดิม” อย่างบรรพบุรุษ ทว่า ก็เมื่อไถ่ถามย้อนความลงไป ไม่มีใครหลงลืมว่าตัวเองมาจากไหน