เชียงคาน จะอีก 100 ปี ก็ยังคงเป็น เชียงคาน เช่นวันวาน



 

เชียงคาน จะอีก 100 ปี ก็ยังคงเป็น เชียงคาน เช่นวันวาน

 

ลมหนาว…พัดมาเยือนคนเหนือ กรุงเทพฯ อีกรอบปีแล้ว หากจะเรียกฤดูหนาวเป็นฤดูแห่งการพักร้อน ของคนทำงานคงไม่ผิดเพี้ยนนัก เพราะการวนมาของฤดูเหมันต์ ประจวบกับมีวันหยุดช่วงท้ายปีติดต่อกันหลายวัน คนมีโอกาสก็ถือว่าเป็นการพักกาย พักใจไปในตัว หนาวนี้…คงมีหลายคนวางแผน โปรแกรมเที่ยวกับเพื่อนที่รู้ใจ จะไปโน่น มานี่ ขึ้นเหนือ เที่ยวอีสาน ไปสัมผัสไอหมอก สายลมหนาว ก็คงต้องวางแผนและ ติดต่อสถานที่เพื่อหาที่พักกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะคิดจะจองด่วนคงต้องเตือนว่า ให้เผื่อใจไว้กินแห้วด้วย!!!
หากจะพูดถึงที่ท่องเที่ยวรับลมหนาวแล้ว…คงมีอยู่ 2-3 แห่งที่สามารถตอบได้ทันที 1. ภูเขา 2. บ้านบนดอย 3. สายน้ำ…. ซึ่งที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน คงเป็นคำตอบหนึ่งที่อยู่ในใจใครหลาย ๆ คน เพราะ อ.ปาย ขณะนี้ติดชื่อหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวรับลมหนาวของนานาชาติไปเสียแล้ว … ลองไปดูสิ ปาย ตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากถนนข้าวสาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ฝรั่งเต็ม บาร์เบียร์ตรึม หากใครคิดจะไปสัมผัสไอหนาว พร้อมกับวิถีชีวิตบ้าน ๆ คงมีให้สัมผัสได้แค่ อากาศที่หนาวจับใจ
นอกจากชุมชนบ้านไม้เก่าที่ยังคงเปิดประตูต้อนรับแขกทั้งแปลกหน้า ต่างถิ่นแล้ว ในตัว อ.เชียงคาน ยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้มาจากต่างถิ่นได้ชมอย่างเพลิดเพลิน …ไม่ว่าจะเป็น แก่งคุดคู้ ดินแดนสามเหลี่ยมทองคำแห่ง จ.เลย มีแม่น้ำโขงคั่นเป็นเขตแดนประเทศไทยและประเทศลาว

 



 

ระยะทางจากแก่งคุดคู้ ไม่ถึง 10 กิโลเมตร จะพบภูเขาของเชียงคาน ซึ่งคนแถบนั้นเรียกว่า “ภูทอก” ซึ่ง “ภูทอก” เป็นจุดชมวิวเมือง วิวทะเลหมอกที่สวยที่สุดในเชียงคาน การเดินทางไปได้ทั้งรถใหญ่ รถเล็ก จังหวะเวลาที่ขึ้นชมความงามก็ต้องใช้สัญชาตญาณของตัวเองเป็นหลัก ด้วยความสูงของภู และเส้นทางแคบต้องอาศัยการมีสติ และความกล้าเข้าไว้ หากใครใจไม่ถึงก็อาจจะจอดเก็บภาพความงามตรงครึ่งทาง
วัดศรีคุณเมือง วัดที่เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมลูกครึ่ง 2 ชน คือ ไทย (ล้านนา) และลาว (ล้านช้าง) สร้างมานานเกือบ 70 ปี ซึ่งวัดนี้ตำนานไม่ปรากฏ แต่พอจะเดาได้ว่าระหว่างไทยกับลาว ถือว่าเป็นเมืองพี่เมืองน้องที่เอื้อเฟื้อต่อกันมาอย่างยาวนาน…
แม้จะได้ชื่อว่าเข้าสู่ฤดูเหมันต์ แต่ที่ เชียงคาน แล้ว ช่วงสาย-บ่าย อากาศยังร้อนระอุ ไม่แปลกนักที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นเด็กริมโขงโดดน้ำเล่นอย่างสนุกสนาน บางคนนึกสนุกอยากเล่นด้วย แต่ว่ายน้ำไม่เป็นคงได้แต่ยืนมองและกดชัตเตอร์กล้อง เพื่อเก็บความสดใสของเด็กริมโขงไว้เพียงเท่านั้น พอพระอาทิตย์ลับขอบเขาถึงเวลาเก็บบ้าน เข้านอนพัก ชาวเชียงคานชายโขงทอดเวลาปิดประตูบ้านให้ช้าลง เพราะเขารู้ว่าจะมีคนต่างถิ่นเข้ามา ถามไถ่เรื่องราว ตั้งแต่ที่พัก การใช้ชีวิต รวมถึงการขอเก็บภาพของมิตรใหม่ต่างวัย

 

 

ที่ “เชียงคาน” ถูกขึ้นชื่อไว้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งวิถีชีวิตแห่งหนึ่งแล้ว ภาพที่เห็นในวันนี้ บ้านไม้เก่า ๆ ถูกดัดแปลงให้เป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บ้านพักโฮมสเตย์ไปแล้วส่วนหนึ่ง ธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยว เช่น ทริปทัวร์ก็เกิดขึ้นที่เชียงคาน ความสงบที่เคยมีนับวันยิ่งจางหาย
การเปลี่ยนบ้าน แปลงเมือง ยอมรับว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่จะให้ข้อเสีย กลายเป็นความเกินความพอดีที่กลืนกินข้อดี…คนที่อาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นน่าจะเป็นผู้ที่รู้คำตอบได้ดีที่สุด อย่าให้คนนอกเขามาตัดสิน เลยว่า “มันไม่เหมือนเดิม” “ต้องเปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น มีเงิน มีทอง มีชีวิต”…คนเชียงคานเท่านั้นที่รู้คำตอบ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ไปเยือน คงทำได้เพียงเป็นแขกที่ดี ที่คู่ควรกับการต้อนรับ ไม่ใช่เอาแต่ใจตัว เฮฮา ครื้นเครง เสียงดัง จนเจ้าถิ่นเอือมระอา…เอาเป็นว่าใครอยากไปสัมผัส “เชียงคาน” วันที่ 4-6 ธันวาคมนี้ คนเชียงคานพร้อมใจต้อนรับในงานรำลึกเชียงคาน 100 ปี

หนาวแล้ว….หนีลมร้อน…ไปเยือนลมหนาวที่ไหนดี