ภูเรือ ลืมตากลางสายหมอก และมวลดอกไม้



 

อุทยานแห่งชาติภูเรือ

 

ในปลายฤดูฝนเงียบเชียบ ยังไม่ต้องไปพูดถึงข้างบนยอดที่เหลือร้านอาหารเพียงร้านเดียว นักท่องเที่ยวพากันขึ้นมาในยามเช้าและกลับลงไปเมื่อประทับภาพวิวกระจ่างตาเอาไว้ในความทรงจำ มีบ้างราวกลุ่งสองกลุ่มที่กางเต็นท์ทสีสด เตรียมผ่านค่ำคืนไปเงียบ ๆ

 



 

ผาโหล่นน้อย เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นชั้นดีของภูเรือ หากเป็นวันอากาศดี จากบนภูเรือเราสามารถมองเห็นแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงที่เป็นเส้นกั้นเขตแดนไทยกับลาวได้ลิบ ๆ แต่กระนั้นก็เถอะ ลานหินะรรมชาติที่แซมด้วยทุ่งหญ้าสลับป่าสนบนภูเรือก็งดงามไม่แพ้การมองออกไปในความว่างเปล่า เบื้องล่างสนสองใบที่ขึ้นตามธรรมชาติและสนสามใบที่ปลูกเพิ่มมาเนิ่นนานยามที่มีหมอกไหลผ่านดูราวกับข้างบนนี้เป็นฉากในนิทานสักเรื่องเดินจากผาโหล่นน้อยขึ้นไปจุดสูงสุดของยอดภูเรืออีกราว 700 เมตร ภูเรือ ช่วงปลายฝนเช่นนี้เงียบเหงาอยู่ไม่น้อย นักท่องเที่ยวบางตา ทำให้ อุทยานแห่งชาติภูเรือ มีเวลาในการดูแลตัวเองในด้านต่าง ๆ ไม่นับการฟื้นฟูตัวเองของธรรมชาติ การปรับปรุงซ่อมแซมในส่วนของอาคาร ตลอดจนเรื่องราวจิปาถะก็เริ่มขึ้น เพื่อรอรับการมาเยือนของผู้คนยามภูเรือก้าวผ่านสู่ฤดูหนาว

 

 

พรรณไม้ในฤดูฝนยังคงหลงเหลือและหยัดตัวเองขึ้นมาจากลานหิน แม้ เปราะภูเรือ ที่มีสีชมพูอ่อนหวาน เป็นพืชเด่นของอุทยานฯ จะโรยไปตั้งแต่กลางฤดูฝน แต่ระหว่างทางเดินไป หินพานขันหมาก กล้วยไม้ดินอย่างเอื้องม้าวิ่งก็ยังติดดอกสีชมพูอมม่วงเรียงรายเป็นระยะ ยังมี เอื้องนวลจันทร์ อวดกลีบสีเหลืองอ่อนแต้มน้ำค้างที่ยังไม่เหือด ยี่โถปีนัง ก็เช่นกัน หมู่หินในชั้นหินโคราชของหินพานขันหมากแผ่กว้างเป็นลาน ฝนฉาบเคลือบทำให้การเดินลื่นไถลบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็แลกมาด้วยความงามของไม้ดอกที่แซมขึ้นมาตามร่องหิน ป่าสนแถบภูสน หรือที่เรียกว่า ทุ่งกวางตายยังชื้นฝน หมอกขาวไม่จางคลาย ห่างจากภูสนดิ่งลงไปราว 200 เมตร เสียงน้ำตกดังแว่ว ๆ อยู่ข้างล่าง น้ำตกสามชั้น จะเห็นว่ามีโตรกธารเล็ก ๆ โรยตัวเป็นเชิงชั้น แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็ทำให้เราเห็นความสมบูรณ์ชุ่มในหน้าฝนของภูเรือ น้ำตกและลำธารใหญ่น้อยเหล่านี้ยังใส เนื่องจากอยู่ในชั้นบนของภูเขา แตกต่างสิ้นเชิงกับข้างล่างที่ปลายฝนเช่นนี้กลับแดงส้มปะบนไปด้วยสีของดิน ทางขึ้นลงจากที่ทำการอุทยานฯ ตัดไปบนที่ราบของภูเรือรอบด้านร่มรื่นจนเขียมครึ้ม ยิ่งใกล้ตัวน้ำตก ทางหินและโคนไม้ใหญ่ล้วนขึ้นเขียวไปด้วนมอสและตะไคร่ ได้อารมณ์ชื่นฉ่ำของภูเรือยามฤดูฝนที่ป่าพักฟื้น นาน ๆ จะมีคนขึ้นมาเยือน

 

 

 

 

น้ำตกห้วยไผ่ ความสูงราว 30 เมตร และสายน้ำที่ถาโถมโจนตัวทำให้ละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่ว และมันก็ดึงคนหลงใหลธรรมชาติประเภทเข้าสายเลือดชื่นชมพื้นที่ได้นานเท่านาน

 

ผาซำทอง อีกหนึ่งธรรมชาติที่ชวนหลงใหล ไลเคนเหลืองทองขึ้นคลุมรายรอบ นอกจากหน้าผาแห่งนี้จะเป็นจุดที่เห็นดวงอาทิตย์ทั้งขึ้นและตกได้สวยแล้ว อากาศสดที่ลอยมากับลมยังมีเสน่ห์ไม่น้อยไปกว่ากัน สภาพอากาสที่ชื้นเย็นด้วยความสูงของภูเรือนี่เอง ที่ส่งผลให้พื้นที่ข้างทางที่ราบเรียบไปจนถึงตีนภูผลิบานอยู่ด้วยไม้ดอกเมืองหนาวนานาพรรณ ก่อนจะกลายเป็นความงดงาม แผ่นดินและผู้คนย่อมเคยผ่านการเรียนรู้ความทุกข์ยากไม่แตกต่าง
ในดอกไม้แปลงหนึ่ง หรือในแจกันเล็ก ๆ สักดอก ใครบางคนอาจมองเป็นเพียงความงดงาม พักวางให้ดวงตารื่นรมย์ ใครบางคนที่ลงแรงไปกับมันก็อาจมองเป็นความหวังที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอด หากมีอันต้องปลิดร่วง ไม่ว่าจะโดยใดก็ตาม สีสวยหวานเหล่านั้นก็อาจเป็นเพียงมายาอันว่างไร้ โรยราไปให้ลืมตามาพบเพียงความว่างเปล่า สิ่งคงคนไม่เปลี่ยนแปลงอาจอยู่ที่การก้าวเดินอย่างรู้จักภาพในดวงตาตนเองอย่างที่คนบนภูเรือได้ทำมาร่วมกันเกือบ 30 ปี เมื่อเวลานั้นมาถึง ภูเรือคงเป็นเหมือนโลกฝันสมอย่างที่ลุงคำป่วนเคยกรุยทาง และลูกชายอย่างคำนวณ รวมไปถึงชาวบ้านรายรอบได้เดินตาม ถนนสาย 203 คงกลายเป็นทางที่งดงามที่สุดเส้นหนึ่งซึ่งพาดผ่านภูเขา

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต