ย่ำ…ถิ่นรถม้า ชมการแสดงช้างไทย



 

ย่ำ…ถิ่นรถม้า ชมการแสดงช้างไทย

 

ลำปาง เป็นจังหวัดหนึ่งที่ผู้คนมักใช้เป็นทางผ่านเพื่อเดินทางสู่ภาคเหนือของไทย ทั้งนี้มนต์เสน่ห์ของลำปางไม่ได้แพ้จังหวัดอื่นๆ เลย โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มเยาวชน To Be Number One จึงจัดเส้นทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดลำปาง แหล่งอารยธรรมล้านนา… สถานที่แรกที่ผู้คนเมื่อมาแอ่วลำปางไม่พลาดที่จะสักการะ พระธาตุลำปางหลวง เดินทางตามทางหลวงสายลำปาง-เถิน ถึงหลักกิโลเมตรที่ 586 เลี้ยวเข้าไปจนถึงที่ว่าการอำเภอเกาะคา เลี้ยวขวาอีกครั้งไปอีก 2 กิโลเมตร จะถึงวัด สามารถเลือกมุมถ่ายรูปได้ตามใจชอบเพราะ อบต. จัดการสายไฟฟ้าลงใต้ดินทั้งหมด จึงไม่มีเสาไฟฟ้าและสายไฟระเกะระกะ ห้อยระโยงระยาง ดังเช่นแต่ก่อน พระธาตุลำปางหลวงตั้งอยู่บนเนินเขา มีบันไดนาคทอด ขึ้นสู่ตัววัด หากมองข้ามกำแพงวัดเข้าไปจะเห็นองค์พระธาตุตั้งอยู่ด้านหลังของพระวิหารหลวง ภายในประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ซึ่งเป็นประธาน มีความงดงามวิจิตรยิ่งนัก จากนั้นนมัสการเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อยู่ด้านหลัง ที่รั้วทองเหลืองรอบองค์พระเจดีย์มี รูกระสุนปืน ที่หนานทิพย์ช้าง ควาญช้างชาวพื้นเมืองได้รวมสมัครพรรคพวกขึ้นต่อต้าน เข้าลอบโจมตีท้าวมหายศ ซึ่งตั้งค่ายอยู่ในวัดพระธาตุลำปางหลวง แล้วลอบยิงท้าวมหายศจนเสียชีวิต จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นพญาสุลวฤาไชย ปกครองนครลำปาง และในสมัยสงคราม 9 ทัพ ยังมีบทบาทในการต่อต้านพม่า ที่ยกทัพเข้ามาทางเชียงใหม่อีกด้วย ซึ่งนับเป็นต้นตระกูลของ ณ เชียงใหม่นั่นเอง ผู้ที่เกิดปีฉลูไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเพราะเป็นพระธาตุประจำปีเกิด

 



 

ถัดมาด้านข้างเป็น ซุ้มพระบาท ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน รอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ซึ่งเชื่อกันว่า พระองค์ได้เสด็จมาถึงที่นี่ก่อนการสร้างพระธาตุลำปางหลวงแห่งนี้ ข้างในยังมี Unseen “เงาพระธาตุกลับหัว” ที่น่าอัศจรรย์ เมื่อย่างเท้าเข้าซุ้มพระพุทธบาท ทันใดที่บานประตูปิดสนิท ความอัศจรรย์จะพลันบังเกิด เงาพระธาตุกลับหัว ลวดลายสีทองอร่ามจับตาอย่างน่าอัศจรรย์บนผ้าขาวผืนใหญ่ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ซุ้มพระบาทห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น ความอัศจรรย์นี้ จึงมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่ได้ชม ไม่ต้องทำหน้าเศร้า เพราะถึงแม้ว่าในซุ้มพระบาทจะห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น แต่ภายในวิหารพระพุทธ วิหารเก่าแก่กว่า 700 ปี ก็มีเงาพระธาตุกลับหัวให้ชมเช่นกัน ถึงแม้จะไม่ชัดเจนเท่ากับในซุ้มพระบาทก็ตาม มาเยือนลำปางทั้งทีต้องมาที่ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน แหล่งต้นน้ำลำธารและที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด บนพื้นที่ กว่า 768 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 480,000 ไร่
เมื่อเข้ามาถึงแล้วสิ่งที่ผู้คนที่นิยมทำก่อนเป็นอันดับแรกคงหนีไม่พ้น ชม น้ำพุร้อนแจ้ซ้อนซึ่งเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่มีสภาพการเกิดทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ มีกลิ่นกำมะถันอ่อน ๆ จำนวน 9 บ่อ ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ มีลักษณะเป็นโขดหินน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป มีไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นจากบ่อปกคลุมรอบบริเวณราวกับสายหมอก เยาวชนที่มาในครั้งนี้ได้ปลูกต้นไม้ในบริเวณอุทยานร่วมกันอีกด้วย น้ำพุร้อนมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 73 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวที่ชอบพิสูจน์มักนิยมนำไข่ไก่และไข่นกกระทามาแช่ สำหรับไข่ไก่แช่นานประมาณ 17 นาที ไข่แดงจะแข็งมีรสชาติมันอร่อย ส่วนไข่ขาวจะเหลวคล้ายไข่เต่า ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี บริเวณนี้จะมีจักจั่นจำนวนมากนับหมื่นตัว เชื่อว่าจักจั่นเหล่านี้หลังจากผสมพันธุ์แล้วจะมาดื่มกินน้ำแร่ก่อนที่จะตาย
จากนั้นต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อดีระหว่างเล่นน้ำตกกับเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สำหรับ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติมีทั้งเส้นทางน้ำตกแจ้ซ้อนน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่งและ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่เปียกมีระยะทางทั้งหมด 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่ง ตลอดเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมาย กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาทั้ง 2 เส้นทาง

 

 

ส่วนน้ำตกก็มีทั้ง น้ำตกแจ้ซ้อน เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำน้ำแม่มอนน้ำไหลตลอดปี มีแอ่ง น้ำรองรับตลอดสาย ไหลตกลงมาเป็นชั้น ๆ มี 6 ชั้น ในแต่ละชั้นจะมีความสวยต่างกันไป อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเพียง 1 กิโลเมตร หรือจะเป็น น้ำตกแม่เปียก เป็นน้ำตกที่สวยงาม อีกแห่งหนึ่งต่อจากน้ำตกแจ้ซ้อนเข้าถึงโดยเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 3 กิโลเมตร มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยชั้นน้ำตก 3 ชั้น ความสูงประมาณ 100 เมตร
ส่วนน้ำตกแม่มอญ เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลรุนแรงจากชะง่อนผาสูงลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง แต่สภาพทั่วไปค่อนข้างอันตรายไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ ทางเข้าน้ำตกเป็นเส้นทางขนส่งแร่เดิม และน้ำตกแม่ขุน อยู่ใกล้กับน้ำตกแม่มอญ มีลักษณะเป็นน้ำตกสายยาวสูงประมาณ 100 เมตร ไหลลงมาบรรจบกับน้ำตกแม่มอญ ควรติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อนำทางจะเป็นการดี
สำหรับใครที่ชอบอาบน้ำแร่ที่นี่มีให้บริการ เป็นห้องอาบน้ำแร่มีทั้งห้องอาบแบบแช่ ซึ่งมีอ่างสำหรับลงแช่อาบ จำนวน 11 ห้อง และห้องอาบน้ำแบบตักอาบ โดยแยกระหว่างห้องอาบชาย-หญิง จำนวน 16 ห้อง อุณหภูมิของน้ำแร่ประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส โดยน้ำแร่ที่ใช้อาบต่อท่อโดยตรงมาจากบ่อน้ำพุร้อนเลยทีเดียว
เที่ยวชมความงามของผืนป่าและธรรมชาติกันเต็มอิ่มแล้ว มาสัมผัสความน่ารักของสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยกันต่อเลยที่ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เป็นศูนย์ฝึกลูกช้างแห่งแรกของประเทศไทย ภายในมีกิจกรรม การแสดงช้าง ที่ยังคงอนุรักษ์ศิลปะการทำไม้ด้วยช้าง เช่น ลากซุง ขนไม้ ฯลฯ โดยแสดงขั้นตอนต่างๆ ในการฝึกช้างทำไม้ในอดีต ระหว่างแสดงมีพิธีกรบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถึงขั้นตอนต่างๆ ที่ช้างกำลังแสดงอยู่ ที่ตื่นตาตื่นใจของผู้คน คือ นักเรียนช้างเป็นจิตรกรช้างวาดภาพให้ชม รวมทั้งศิลปินช้างแสดงความสามารถในการเล่นดนตรีต่างๆ

 

 

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับสมาชิกใหม่ของศูนย์อนุรักษ์ช้างที่ช้างพังขอดได้ตก ลูกซึ่งเกิดจากการผสมเทียม ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของเอเชียเสียด้วย ลูกช้างสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี น่ารัก ขี้เล่นมาก ไม่กลัวคน
นอกจากนั้นยังมี การชมช้างอาบน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศและแหล่งน้ำธรรมชาติ นักเรียนช้างจะอาบน้ำ เล่นน้ำโดยมีพี่ควาญ คอยดูแล ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนไปร่วมแสดงเป็นประจำทุกวัน ชมภาพสวยงามและเก็บภาพประทับใจไว้เป็นที่ระลึกกัน อีกทั้งยังสามารถร่วมกิจกรรมกับทางศูนย์ได้ด้วยการ นั่งช้างชมธรรมชาติมีเส้นทางผ่านหมู่บ้านควาญช้างป่าเขาลำเนาไพร ภายในบริเวณศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยที่สามารถเลือกใช้บริการได้หลายเส้นทางอีกด้วย เมื่อตะวันใกล้พลบค่ำ บรรยากาศของแดดอ่อนๆ ที่ใกล้หมดลง กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาด นั่นคือการนั่งรถม้า ชมความงามรอบๆ เมืองลำปาง มีทั้งรอบเล็กและรอบใหญ่ ลองต่อรองเรื่องราคากันดู เพราะลำปาง เป็นจังหวัดที่ยังคงมีรถม้าเหลืออยู่ ใครที่มาเยือนเมืองนี้แล้วไม่ได้นั่งรถม้า ก็อย่าได้ไปเล่าให้คนอื่นฟังเชียวว่ามาเที่ยวลำปาง!!