ปรางค์เอน บ้านสาขลา…คู่แข่งใหม่ของหอเอนเมืองปิซา



 

ปรางค์เอน บ้านสาขลา…คู่แข่งใหม่ของหอเอนเมืองปิซา

 

เอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาใครๆ ก็ต้องร้องอ๋อ เพราะว่าหอคอยชื่อดังของประเทศอิตาลีแห่งนี้มีดีกรีเป็นถึง ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยกลาง มหัศจรรย์ด้วยเป็นหอคอยที่ใช้เวลาสร้างนานถึง ๑๗๖ ปี คือเริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ.๑๑๗๔ แล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.๑๓๕๐ (ถ้าเทียบเป็น พ.ศ. ก็สร้างประมาณ พ.ศ. ๑๗๑๗ เสร็จ พ.ศ. ๑๘๙๓ ปีเดียวกันกับที่พระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีพอดี) ทว่าความมหัศจรรย์ไม่ใช่อยู่ที่ตรงนั้น เล่ากันว่าตอนแรกเมื่อเริ่มสร้างไปได้ ๔-๕ ชั้น เจ้าหอคอยแห่งนี้ก็ดันค่อยๆ เอนออกมาเรื่อยๆ จนเมื่อสร้างเสร็จปรากฏว่าหอแห่งนี้เอนออกจากแนวดิ่งของฐานถึง ๑๔ ฟุต แต่ก็ไม่ยักล้ม ยังยืนยงคงกระพันอยู่มาจนทุกวันนี้ผู้คนก็เลยฮือฮาว่ามหัศจรรย์ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายใฝ่ฝันจะได้เห็นกับตาสักครั้งในชีวิตเพราะหอเอนฯ แบบนี้หาไม่มีที่ไหนในโลกอีกแล้ว (ฝรั่งเขาว่ากันอย่างนั้น)

 



แต่วันนี้หอเอนเมืองปิซามีคู่แข่งเสียแล้วแถมยังไม่ใกล้ไม่ไกลในประเทศไทยของเรานี่เองเนื่องจากในวันนี้ที่บ้านสาขลา ตำบลนาเกลือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ปรากฏว่ามีพระปรางค์เอนขึ้นมาทาบรัศมีเข้าให้

 

 

ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วเกิดมีพระปรางค์โผล่ใหม่ขึ้นมา แต่อันที่จริงมีมานานแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาโน้นแต่ไม่เป็นที่รู้จักกันก็เพราะว่าหมู่บ้านสาขลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระปรางค์องค์นี้ แต่เดิมเป็นหมู่บ้านประมงที่ไม่มีเส้นทางถนนเข้าถึง สัญจรไปมาด้วยเรือกันอย่างเดียว เพิ่งจะมีการสร้างถนนคอนกรีตเข้ามาก็เมื่อไม่นานมานี้เอง พระปรางค์องค์ที่ว่านี่ตั้งอยู่ในวัด รูปร่างก็เป็นปรางค์ย่อมุมไม้สิบสองทรงชะลูดแบบเดียวกับสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนปลายทั่วไปนี่แหละแต่ที่แปลกกว่าพระปรางค์ที่ไหนก็คือแทนที่จะตั้งตรงๆ ขึ้นไป กลับเองเอียงกระเท่เร่ เท่เสียไม่มีเอนธรรมชาติเสียด้วย ไม่ได้ตั้งใจสร้างให้เอน สาเหตุก็เนื่องน่าจะมาจากวัดแห่งนี้สร้างอยู่บนพื้นที่ชายเลนอ่อนนุ่มนั่นเอง ภายในบริเวณวัดจึงมีอะไรที่เอนๆ อย่างอื่นมีให้เห็นอีกหลายอย่าง เช่น ซุ้มประตูเอน ศาลาเอน ฯลฯ แปลกดีเหมือนกัน

 

ใครสนใจก็ลองไปเที่ยวชมกันได้ เพราะใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง ทางเดียวกับที่ไปป้อมพระจุลฯ สังเกตทางขวามือจะมีป้ายบอกทางเข้าไปที่ว่าการอำเภอพระสมุทรเจดีย์ตรงเข้าไปจนสุดทางจะเป็นบ้านสาขลา นอกจากจะได้ดูสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ แล้ว ยังจะได้ของพื้นเมืองติดไม้ติดมือเป็นของฝากคนทางบ้านด้วย เพราะที่บ้านสาขลาแห่งนี้เป็นหมู่บ้านประมง จึงมีผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารทะเลทั้งแบบสดๆ และที่แปรรูปแล้วจำหน่ายในราคาเป็นกันเอง (โดยเฉพาะ “กุ้งเหยียด” ว่ากันว่ามีที่นี่แห่งเดียวในประเทศไทยเชียวนะ)