เกาหลีวันสีสวย…\’\’เคียงจู\’\’ คู่เคียงใจ



 


สีสันใบไม้เปลี่ยนสีในเมืองเคียงจู

 

“กวน มึน โฮ”
หนังไทยกลิ่นอายเกาหลีเรื่องนี้แร๊งส์มากต่อการดันกระแสการท่องเที่ยวเกาหลีที่แรงอยู่แล้วในบ้านเราให้แรงยิ่งขึ้นไปอีก



แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ ในหนังเรื่องนี้ก็ยังมีการแอบเหน็บต่อพวกคลั่งไคล้กระแสเกาหลีแบบไม่ลืมหูลืมตาในบ้านเรากันพอเหม็นปากเหม็นคอ เพราะเสน่ห์แห่งเกาหลีไม่ได้มีเฉพาะวัฒนธรรมเคป็อบ ละครซีรี่ย์ การศัลยกรรมเสริมอึ๋มและผ่าตัดชำเราหน้าที่คนไทยจำนวนหนึ่งคุ้นเคย แต่เสน่ห์แห่งเกาหลียังมีในอีกหลายมิติหลายแง่มุมให้ค้นหากัน

เคียงจู พิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง

หากใครอยากสัมผัสกับความทันสมัย ตึกสูงระฟ้า ห้างสรรพสินค้า สถาปัตยกรรมแปลกตา แหล่งช้อปปิ้งขึ้นชื่อ แฟชั่นล้ำๆในเกาหลีก็ต้องไปที่กรุงโซล เมืองหลวง

แต่ถ้าใครอยากสัมผัสกับบรรยากาศที่แตกต่าง “เคียงจู”(Gyeongju) คือหนึ่งในนั้น

เคียงจู เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลีที่ทางองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี(KTO)พยายามผลักดันให้คนไทยไปเที่ยวกันมากขึ้น เพราะเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จนได้ฉายาว่าเป็นเมืองแห่ง“พิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง”

ในอดีตเคียงจูเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรชิลลา(Shilla) 1 ใน 3 อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในยุคสามก๊กของเกาหลี(อีก 2 ก๊กคือ อาณาจักรแพ็กเจ และโกกูรยอ) ซึ่งถูกสถาปนาเมื่อราว 57 ปี ก่อนคริสตกาลหรือราว พ.ศ.486

ด้วยความที่เคียงจูเต็มแน่นไปด้วยรอยอดีตอันรุ่งโรจน์ ยูเนสโกจึงประกาศให้พื้นที่“เขตประวัติศาสตร์”อันมากไปด้วยสิ่งน่าสนใจของเมืองนี้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ. 2000 ซึ่งในช่วงที่“ตะลอนเที่ยว”ไปเยือน ตรงกับช่วงที่ใบไม้ที่นี่กำลังเริ่มต้นเปลี่ยนสีพอดี เราจึงได้เห็นสีสันของเมืองวัฒนธรรมผสมผสานไปกับสีสันของใบไม้เขียว เหลือง ส้ม แดง ที่ดูแล้วสวยงามน่ายล ช่วยทำให้อรรถรสในการเที่ยวเกาหลีเพิ่มทวีขึ้นมาอีกมากโข

 


เนินดินหลุมฝังศพพบได้ทั่วไปในตัวเมืองเคียงจู

 

เลียบเลียง เคียงจู

หลังเดินทางร่วม 5 ชั่วโมงด้วยรถโค้ชจากกรุงโซลถึงเมืองเคียงจู สิ่งที่อาจจะดูปกติธรรมดาสำหรับคนเกาหลี แต่สำหรับคนในโซนร้อนอย่าง“ตะลอนเที่ยว”ที่คุ้นเคยกับปลาร้ามากกว่ากิมจิและไม่รู้จักซุปตาร์เกาหลีมากไปกว่า ปาร์ค จี ซอง รู้สึกตื่นตาตื่นใจต่อภาพบ้านเรือนเก่าใหม่ในสไตล์บ้านแบบเกาหลีดั้งเดิมที่ปรากฏต่อสายตา

ครั้นยามรถแล่นเข้าเขตเมืองเราพบว่า ถนนที่นี่สะอาดสะอ้าน น่ามองไปด้วยประติมากรรมประดับเมืองและสตรีทเฟอร์นิเจอร์มีสไตล์ มีทางเท้ากว้างๆให้คนเดินแบบไม่ถูกรุกล้ำเป็นแผงขายของหรือที่จอดรถ ซึ่งเหล่านี้ถ้าอยากให้มีบ้างในบ้านเรา สิ่งแรกที่“ตะลอนเที่ยว”คิดออกในตอนนั้นและตอนนี้คือต้องให้พวกนักการเมืองสามานย์ไปลงนรกเสียก่อน แต่ในความจริงก็คือคนเหล่านั้นกลับได้ขึ้นเงินเดือน ทุด!!!

ส่วนสิ่งที่ไม่ได้คิดแต่เห็นแล้วสะดุดตาจนลูกตาแทบกระเด็นออกจากเบ้าคือ บรรดาเนินดินทั้งลูกย่อมลูกใหญ่ ที่ไกด์บอกว่านี่คือเนินหลุมฝังพระศพหรือสุสานของกษัตริย์หรือบุคคลสำคัญในอดีต ซึ่งมีมากถึงราว 200 แห่งในเคียงจู

 


บริเวณพระราชวังชิลลาจำลอง

 

สุสานเหล่านี้เปิ้ล หอย วิลลี่ อั้ม มาริโอ้ ไม่สามารถสาระแนเห็นผีได้เพราะไม่ได้มีบรรยากาศน่ากลัว แต่กลับเป็นดังสวนสาธารณะอันน่าเดิน โดยมีสุสานไฮไลท์เป็นสุสานหลวงของอาณาจักรชิลลาอยู่ที่อุทยานทุมูลี(Tumuli Park) ซึ่งประกอบไปด้วยสุสานย่อยถึง 23 แห่ง

นอกจากสุสานหลวงแล้ว อาณาจักรชิลลายังมีมรดกสำคัญอันเป็นความภูมิใจของชาวเกาหลีตกทอดมาถึงปัจจุบันคือ“หอดูดาวชมซงแด” ที่เป็นหอดูดาวเก่าแก่ที่สุด สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 โน่นด้วยรูปทรงคล้ายขวด ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสภาพสมบูรณ์

พูดถึงอาณาจักรชิลลาอันเป็นรากฐานสำคัญทางวัฒนธรรมในเมืองเคียงจูแล้ว หากใครอยากชิลล์ชิลล์สัมผัสชิลลาให้มากขึ้น ทางเมืองนี้ได้จำลองบรรยากาศย้อนยุคของบ้านเมืองในยุคนั้นมาจัดแสดงไว้ใน “Shilla Millenium Park” ซึ่งโดดเด่นไปด้วย “พระราชวังชิลลา”ที่เคยใช้เป็นฉากสำคัญในซี่รีย์เรื่องซอนต๊ก(ราชินีหญิงองค์แรกแห่งอาณาจักรชิลลา)เป็นไฮไลท์ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน กับความโอ่อ่า สวยงาม สมส่วน

 


การแสดงขี่ม้าในสวนชิลลา

 

ส่วนในช่วงยามเย็นที่นี่จะมีโชว์ขี่ม้าผาดโผน ซึ่งนำรากฐานทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นการแสดงดูดเงินนักท่องเที่ยว เนื่องจากในอดีตอาณาจักรชิลลาแม้มีคนน้อยกว่าอีก 2 อาณาจักร แต่ด้วยความที่ชาวชิลลาเชี่ยวชาญด้านการขี่ม้า และการทำศึกบนหลังม้า ทำให้สุดท้ายสามารถรบชนะอีก 2 อาณาจักรและสามารถรวมดินแดนทั้งสามเป็นหนึ่งเดียว

 


สวนตอไม้ขับไล่สิ่งชั่วร้าย

 

ในขณะที่สิ่งน่าชมอื่นๆในสวนแห่งนี้ก็มีหมู่บ้านโบราณ ประตูเมือง น้ำตก สวนตอไม้แกะสลักเป็นรูปหน้าคน(จังซื่อ)ตามความเชื่อว่าเป็นเครื่องรางคอยขับไล่ภูติผีสิ่งชั่วร้ายไม่เข้าใกล้ ส่วนเครื่องปั้นดินเผา สวนสวยๆ รูปปั้น สถาปัตยกรรมงามๆและงานศิลปะทั้งเก่า-ใหม่ประดับอยู่ทั่วไป ชวนให้เพลิดเพลินยามเดินชม ส่วนถ้าใครรู้สึกปวดทั้งหนักและเบา เราขอแนะนำว่าไม่ต้องอั้นเพราะห้องน้ำที่นี่นอกจากจะอาดสะอ้านและยังจัดทำอย่างสวยงามกิ๊บเก๋ เป็น “Art Toilet”(อันนี้เรียกเอง)ที่น่าปลดทุกข์เป็นอย่างยิ่ง

 


อาคารหลักศาสนสถานถ้ำซ็อกคูรัม

 

วัดและถ้ำ เลอล้ำมรดกโลก

หลังนวดอารมณ์ชมเมืองเคียงจูตามแหล่งท่องเที่ยวที่เล่ามาข้างต้นแล้ว ทีนี้ก็มาถึงไฮไลท์กับการเที่ยวชมมรดกโลกร่วม 2 แห่งในเมืองนี้(ยูเนสโกนับเป็นมรดกโลกชุดเดียวกัน) ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกชุดแรกในเคียงจูในปี ค.ศ.1995

แห่งแรกเป็น“ถ้ำซ็อกคูรัม” ที่ตั้งอยู่บนเขาโตฮัมซัน ซึ่งต้องออกแรงเดินเท้าเข้าไปประมาณหนึ่งกิโลเมตรกว่าๆบนเส้นทางสบายๆตามไหล่เขา ที่ระหว่างทางน่าชมไปด้วยใบเมเปิ้ลและใบไม้อื่นๆกำลังเปลี่ยนสี ชนิดใครและใครหลายคนเห็นแล้วต้อยกกล้องถ่ายรูปกันให้ควั่ก นอกจากสีส้มแดงของใบไม้แล้วบนเส้นทางสายนี้ยังมีสีขาวโอโม่จากสาวๆเกาหลีให้หนุ่มๆบางคนมองตาไม่กระพริบ

 


บ่อน้ำดื่มศักดิ์สิทธิ์

 

ถ้ำซ็อกคูรัม สันนิษฐานว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากวัดถ้ำในอินเดีย สร้างโดยบัญชาของกษัตริย์กียองดุก แห่งอาณาจักรชิลลาเพื่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วงปกป้องชาวเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขปราศจากศัตรูและความชั่วร้ายทั้งปวง

ถ้ำแห่งนี้เป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธนิกายมหายาน บนอาคารหลักที่ต้องเดินขึ้นเขาชันไปเล็กน้อย ประดิษฐานพระพุทธรูปสลักจากหินแกรนิตองค์โตประทับนั่งบนดอกบัวท่ามกลางพระสาวก มีพระพักตร์ดูอมยิ้มอิ่มเอิบ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามีตาที่สามอยู่ที่หน้าผากด้วย เดิมเป็นตาเพชรก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นคริสตัลในภายหลัง

หลังกราบไหว้องค์พระแล้ว ขาลงเราเดินลงอีกทาง เห็นจุดขายของที่ระลึกและจุดให้ผู้มีจิตศรัทธาทำบุญซื้อกระเบื้องหลังคา โดยเราสามารถเขียนชื่อเขียนข้อความอธิษฐานลงบนแผ่นกระเบื้องเพื่อความเป็นสิริมงคล

นอกจากความเชื่อเรื่องการเขียนกระเบื้องแล้ว ตรงมุมหนึ่งของลานทางขึ้นยังมีท่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ดื่มกินล้างหน้าล้างตา ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวมารับน้ำศักดิ์สิทธิ์กันไม่ได้ขาด

 


สะพานเมฆขาว-เมฆฟ้า บันหน้าทางขึ้นวัดวัดบูลกุกซา

 

จากถ้ำซ็อกคูรัมเราไปต่อยัง“วัดบูลกุกซา”(Bulguksa) ที่เป็นอีกหนึ่งในมรดกโลกร่วมชุดเดียวกัน

วัดบูลกุกซาสร้างขึ้นในปี ค.ศ.535 โดยกษัตริย์บิวเพิง กษัตริย์องค์แรกของอาณาจักรที่เลื่อมใสพระพุทธศาสนา พระองค์ได้สวดมนต์ภาวนาขอให้อาณาจักรของพระองค์มีความอุดมสมบูรณ์และสงบร่มเย็น

วัดแห่งนี้ถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นโบว์แดงอันทรงคุณค่าแห่งอาณาจักรชิลลาที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน สิ่งก่อสร้างเดิมทำจากหินภูเขาไฟอันสวยงาม แต่ภายหลังถูกทำลายในสงครามเกาหลีเหลือเพียงบันไดทางขึ้นด้านหน้า 2 บันไดที่เรียกว่า “สะพานเมฆขาว” และ “สะพานเมฆฟ้า” บันไดทั้งคู่มี 33 ขั้น เชื่อว่าเป็นเครื่องหมายแทนสวรรค์ภพ 33 ชั้น แต่ในปัจจุบันเราไม่สามารถขึ้นสู่ตัววัดด้วยสะพานเมฆขาวและฟ้าได้เพราะทางเกาหลีเขาอนุรักษ์ไว้ และให้ไปเดินขึ้นที่บันไดด้านข้างแทน

 


หนึ่งในเจดีย์หินคู่กับวิหารหลักของวัดบูลกุกซา

 

เมื่อเดินเข้ามาภายในวัด จะพบกับวิหารหลักของวัดอันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาเที่ยวชม และสักการะองค์ภายใน วิหารหลังนี้งดงามอลังการในแบบฉบับสถาปัตกรรมเกาหลี มีลวดลาย งานฝีมือ งานสลักไม้ อันชวนมองประดับอยู่ทั่วไป

ในขณะที่บริเวณลานหน้าวิหารนั้นมี “เจดีย์หินคู่”ที่ “ตะลอนเที่ยว”เห็นแล้ว อดนึกถึงถั่วลิสงอบกรอบยี่ห้อหนึ่งไม่ได้

 


บรรยากาศภายในบริเวณวัดบูลกุกซา

 

เจดีย์หินทั้งสองนี้ มีอายุกว่า 1,200 ปี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของวัด ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุสำคัญ เป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนเกาหลีเป็นอย่างมาก จนถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ด้านหลังของเหรียญ 10 วอน ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

จากบริเวณวิหารหลักมีทางเดินแยกไปชมอาคารอีกหลายหลัง โดยหลังเดินชมโน่นชมนี่กันพอประมาณ ก่อนกลับเราไม่ลืมที่จะไปเรียงหินอธิษฐานในบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่อันร่มครึ้มหน้าอาคารหลังหนึ่ง

 


ความเชื่อเรื่องการเรียงหินที่วัดบูลกุกซา

 

วิธีการเรียงหินที่นี่ไม่ต่างจากเมืองไทย คือพยายามเรียงหินให้สูงๆอย่างเจดีย์แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ซึ่งเราพบว่มีคนมาเรียงหินกันเพียบจนต้องขยายพื้นที่เรียงหินไปบนหลังคากำแพงทางเดินเตี้ยๆกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าทั้งบ้านเขาและบ้านเราต่างมีความเชื่อคล้ายคลึงกันในเรื่องนี้

 


หมู่บ้านยางดอง มรดกโลกแห่งใหม่

 

มรดกโลกบ้านยางดอง เอี่ยมอ่องอรทัย

เคียงจูจัดเป็นเมืองรุ่มรวยมรดกโลกเมืองหนึ่ง เพราะนอกจากมรดกโลกเขตประวัติศาสตร์ และมรดกโลกร่วมวัดบูลกุกซากับถ้ำซ็อกคูรัมแล้ว เมืองนี้เพิ่งฉลองมรดกโลกแห่งใหม่ไปสดๆร้อนๆเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมากับ หมู่บ้านวัฒนธรรมยางดอง(Yangdong) ซึ่งเป็นคู่มรดกโลกร่วมชุดเดียวกันกับหมู่บ้านวัฒนธรรมฮาฮเวหรือฮาโอ(Hahoe) แห่งเมืองอันดง(Andong)

หมู่บ้านยางดอง เป็นหมู่บ้านโบราณอายุกว่า 500 ปี อยู่ห่างจากตัวเมืองเคียงจูออกไปใช้เวลานั่งรถประมาณ 45 นาที ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่บนพื้นที่เนินที่เมื่อมองจากที่จอดรถเข้าไปจะเห็นบ้านเรือนของหมู่บ้านปลูกสร้างกันไปตามสภาพภูมิประเทศ

 


บ้านตระกูลซงที่ยังหลงเหลือจากอดีตมาถึงปัจจุบัน

 

บ้านยางดองในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ประกอบไปด้วย 2 ตระกูลหลัก ตระกูลซงและตระกูลลี

ตระกูลซงมีบ้านหลังหนึ่งหลงเหลืออยู่เป็นบ้านเก่าแก่ที่สุดในเกาหลี สร้างตั้งแต่ ค.ศ. 16 ปัจจุบันไม่มีคนอยู่อาศัยและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เป็นบ้านที่สร้างจากไม้ ผนังบางส่วนทำจากดิน นับเป็นบ้านไม้ในอารมณ์เกาหลีที่แม้จะเก่าแต่ก็ดูเก๋าเหลือเกิน

 


หลังคาบ้าน(ในอดีต)บ่งบอกฐานะที่หมู่บ้านยางดอง

 

ส่วนตระกูลลีนั้นก็มีไฮไลท์อยู่ที่อาคารหลังหนึ่ง ซึ่งเดิมเป็นดังศาลาประชาคมของหมู่บ้าน ปัจจุบันไม่มีคนอยู่อาศัย เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีเหมือนบ้านตระกูลซง

นอกจากบ้านสองหลัง(ใหญ่)อันเก่าขลังของสองตระกูลแล้ว บ้านเรือนทั่วไปในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ทรงเสน่ห์เหลือใจ ซึ่งในอดีตบ้านไหนที่มีฐานะดีก็จะเป็นบ้านไม้โออ่าหลังคามุงกระเบื้องลอนแบบเกาหลี ส่วนบ้านไหนที่มีฐานะรองลงมาหรือฐานะไม่สู้ดีก็จะเป็นบ้านดินหลังคามุงฟางข้าว แต่ในปัจจุบันบางทีเราไม่อาจวัดฐานะคนจากลักษณะภายนอกของบ้านได้

 


วัฒนธรรมกิมจิในหมู่บ้านยางดอง

 

สำหรับความวิเศษอีกอย่างหนึ่งในการชมหมู่บ้านยางดองก็คือ บ้านเรือนส่วนใหญ่ในที่นี้ดูมีชีวิตชีวาเพราะชาวบ้านยังคงอยู่อาศัยใช้ชีวิตกันตามปกติ หลายบ้านแม้ตัวบ้านภายนอกอาจดูเก่าขรึม แต่ภายในทันสมัยด้วยเฟอร์นิเจอร์ ทีวีดาวเทียม และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆตามยุคสมัยนิยม

ในขณะที่วิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ก็น่ายลไปด้วยวิถีอันเรียบง่าย ทำการเกษตรปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ บ้านหลายหลังตั้งไหหมักกิมจิเอาไว้ บ้านบางหลังมีภาพของคุณยายคุณตามานั่งพูดคุย และก็มีบ้านอีกบางหลังที่เหลือแต่คุณตาคุณยายนั่งคนเดี่ยวอย่างเปลี่ยวเหงาเพราะลูกหลานเข้าไปทำงานในเมือง

 


คุณยายกับวิถีชีวิตอันเปลี่ยวเหงาที่บ้านยางดอง

 

เรื่องนี้ดูไม่ต่างกันทั้งไทยและเกาหลี เช่นเดียวกับอีกหนึ่งเรื่องที่นับวันดูๆไป เมืองไทยไม่ต่างจากเกาหลีเท่าไหร่ นั่นก็คือหลังกลับจากเกาหลีเรามีโอกาสไปเดินเตร็ดเตร่แถวสยาม พบว่าวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่เสริมแต่งตัวเองในแนวเคป็อบกันเป็นแถว ชนิดที่สาวๆหลายคนหากโตขึ้นทำงานเก็บเงินได้เธอคงบินไปผ่าตัดยกเครื่อง เสริมโน่น ตัดนี่ที่เกากลีกันบ้างแหละน่า จนเราเห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า

นี่มันกรุงเทพฯหรือกรุงโซลกันแน่(วะ)

*****************************************

ผู้สนใจท่องเที่ยวเมืองเคียงจูหรือเมืองอื่นๆในเกาหลี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี โทร.0-23542080-1 หรือดูที่เว็บไซต์ www.kto.or.th