หลวงพระบาง ความเรียบง่าย อิ่มใจ แสนสบาย



 

หลวงพระบาง ความเรียบง่าย อิ่มใจ แสนสบาย

 

ความประทับใจบังเกิดตั้งแต่เครื่องลงจอดที่สนามบินหลวงพระบาง สนามบินเล็ก ๆ น่ารักดี จากสนามบินออกมาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เข้าตัวเมือง แล้วก็ถึงที่พักเป็นเกสต์เฮาส์ 2 ชั้น มีห้องแค่ 6 ห้อง ราคาพร้อมอาหารเช้า 50 USD พอเช็คอินเก็บของเข้าเสร็จสรรพ ก็ออกเดินชมเมืองในทันที เดินไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงถนนสีสะหว่างวงหรือถนนหน้าวัง ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมือง สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงวัดสำคัญ ๆ ก็อยู่เรียงรายกันบนเส้นนี้ตลอด ถนนทั้งสาย เขาดูแลรักษาให้ยังคงความงามไว้ได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะแถวย่านบ้านเจ๊ก อาคารส่วนใหญ่จะเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้อิทธิพลจากฝรั่งเศสในสมัยอาณานิคม ซึ่งปัจจุบันได้เปิดเป็น ร้านอาหาร ร้านกาแฟกิ๊บเก๋ และร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยวกันหมดแล้ว
วัดบนถนนสายนี้แต่ละวัดก็จะมีความสวยงามเฉพาะตัว ส่วนที่สวยที่สุด ของแต่ละวัดคือ สิม หรือโบสถ์ ซึ่งจะมีลักษณะต่างกันไปตามสกุลช่าง เช่น ล้านช้าง เชียงขวาง ไตลื้อ เวียงจันทน์ หรือบางแห่งก็ได้อิทธิพล จากตะวันตกและจากไทย อย่างสิมที่วัดหนองสีคูนเมืองจะคล้ายโบสถ์ ในวัดบ้านเรามากคือมีหลังคาสูง ๆ มีคันทวยพญานาคประดับด้วย กระจกสี ๆ และหลังคาจะเป็นสีทองอร่าม แต่ถ้าเป็นศิลปะแบบไตลื้อ อย่างสิมที่วัดวิชุน (ภาษาลาวจะออกเสียงว่า วิซุน) จะเป็นแบบเรียบ ๆ ไม่มีรายละเอียดลวดลายสลักเสลามากมาย

 



 

วัดเชียงทอง เป็นวัดที่ห้ามพลาดเด็ดขาดถ้ามาถึงหลวงพระบาง นักประ วัติศาสตร์เขาบอกว่าสิมของวัดเชียงทองเป็นสิมศิลปะล้านช้างที่สมบูรณ์ ที่สุดในลาว เพราะที่อื่น ๆ ได้โดนทำลายไปหมดแล้วในยุคสงครามส่วน จิตรกรรมฝาผนังของวัดนี้ก็น่ารักมาก ขอใช้คำว่า “น่ารัก” จริง ๆ เพราะว่าเขาทำเป็นกระจกสีตัดเป็นรูปคน รูปสัตว์ รูปบ้าน ต้นไม้และอะไรต่อมิอะไร ตัวเล็กตัวน้อยประดับบนฝาผนังที่สวยมากคือด้านหลังสิมที่ทำเป็น ลายต้นไม้ใหญ่สีสันสดใส ทราบมาจากในหนังสือว่ารูปต้นไม้นี้คือ ต้นทอง(หรือต้นงิ้ว) ที่เจ้ามหาชีวิตในสมัยนั้นได้ให้ทำประดับไว้เป็นที่ระลึก ว่าเคยมีป่าต้นทองอยู่รอบบริเวณวัด ส่วนบนฝาผนังรอบ ๆ หอพระ พุทธไสยาสน์ก็สวย ตรงนี้จะเป็นเรื่องราวเหมือนนิทานพื้นบ้าน นี่เองที่ เขาเรียกว่า ศิลปะไร้มายา เพราะไม่ได้ทำให้สวยด้วยเทคนิคลึกล้ำหรือลวดลายยาก ๆ แต่เป็นงานที่ทำด้วยใจ เป็นศิลปะแบบ “บ้าน ๆ” ที่ก่อให้เกิดความงามแบบใสซื่อและจริงใจ ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตตลอดจนบุคลิก ภาพของคนหลวงพระบางโดยแท้
การเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของลาวต้องจ่ายเงินเข้าชม คิดเป็นเงินไทยประมาณ 350400 บาท ระเบียบการเข้าชมที่ลาวก็เหมือนที่ไทย คือห้ามถ่ายรูป ต้องถอดรองเท้า ห้ามใส่กางเกงขาสั้น เสื้อแขนกุด ผู้หญิงใส่กางเกงได้แต่ต้องเป็นขายาว ยกเว้นถ้าเป็นแม่หญิงลาวต้องใส่ ผ้าซิ่นหรือกระโปรงยาวคลุมเข่าเท่านั้น ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์เขามีผ้าซิ่นเตรียมไว้ให้
พระราชวังหลวงแห่งนี้ มีอายุประมาณ 100 ปี เป็นสถาปัตยกรรมผสมตะวันตกกับตะวันออก รูปร่างหน้าตาคล้ายกับพระนั่งดุสิตมหาปราสาทของเรามาก แต่มีความเรียบง่ายกว่า พอได้เข้าไปชมข้างในวังยิ่งตะลึงอึ้ง ไม่ใช่เพราะการตกแต่งที่หรูหราอลังการแต่อย่างใด ตรงกันข้ามความ เรียบง่าย ความธรรมดา ต่างหากที่ทำให้ตะลึง เห็นอย่างนี้แล้วเข้าใจได้ เลยว่าความเรียบง่าย สงบเสงี่ยม ไม่โอ้อวด และมีความเป็นอยู่แบบพอ เพียงอยู่ในจิตวิญญาณของชาวหลวงพระบางมาแต่โบราณกาล และเป็น สิ่งที่ทำให้หลวงพระบางเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ต่างจากอีกหลาย ๆ เมืองใน ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

 

 

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวนอกเมืองก็มีหลายที่ที่น่าสนใจ เราเลือกไป น้ำตกกวางซีกับน้ำตกตาดแส้ เราเหมารถสองแถว ตกลงราคากันที่ 1,000 บาท นัดเวลาให้คนรถไปรับที่บ้านพักแต่เช้า พอ 9 โมงเช้าตามเวลานัด หมายอ้าย (พี่ชาย) รถสองแถวก็มาสตาร์ทรถรอแล้ว นั่งรถสองแถวไป ประมาณ 10 กม. ออกนอกเมืองไปเป็นทางขึ้นเขา วิวสองข้างเป็นหุบ เขาบ้างเป็นทุ่งนาบ้าง คล้ายทางเหนือบ้านเรา แต่คงต้องเที่ยบกันเมื่อ สัก 10 ปีที่แล้ว สักพักใหญ่ ๆ ก็ถึงอุทยานน้ำตกกวางซีต้องจ่ายเงินค่า ผ่านทาง 1,0000 กีบ
ฤดูนี้น้ำมากทำให้น้ำตกดูสวยสมบูรณ์แบบ กวางซีไม่ได้เป็นน้ำตกใหญ่โตอะไร แต่สวยด้วยรูปทรงเกาะแก่งหิน และธรรมชาติที่เป็นต้นไม้เขียว ชอุ่มแถมน้ำยังเป็นสีฟ้าสดใส พอสาย ๆ นักท่องเที่ยวเริ่มทะยอยกันมา เป็นกลุ่ม ๆ ความสงบเงียบเริ่มมลายหายไป เราอำลาน้ำตกกวางซีเพื่อ จะไปชมน้ำตกตาดแส้ ซึ่งต้องนั่งรถไปตามทางดินแดงฝุ่นกระจาย การ เข้าไปน้ำตกตาดแส้จะแปลกหน่อยเพราะต้องลงเรือข้ามแม่น้ำไปอีกฟากหนึ่ง ซึ่งสุดทางของธารน้ำตกก็คือแม่น้ำสายนี้นั่นเอง
มาลาวทั้งทีต้องไม่ลืมพูดถึงเรื่องอาหาร อาหารลาวมื้อแรกเราไปกินกัน ที่ร้านอาหารตำหนักลาว แล้วก็ต้องไม่พลาดชิม “เอาะหลาม” หน้าตาและรสชาติจะคล้ายแกงแคอาหารภาคเหนือของเรา แต่จะมีกลิ่นหอมที่ ไม่คุ้นเคยของ “สะค้าน” ซึ่งเป็นเครื่องเทศประจำถิ่นหลวงพระบาง อีกเมนูที่ก็หารับประทานที่อื่นไม่ได้คือ “ไคแผ่น” ไคก็คือสาหร่ายน้ำจืด จากแม่น้ำโขงเอามาตากแห้ง ปรุงรสด้วยกระเทียมหั่นเป็นแว่น ใส่งา แล้วนำไปทอดกินเฉย ๆ ก็อร่อย หรือจะจิ้มกับแจ่วบองก็แซบดีเจ้า…

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต