รู้จัก ขอนแก่น จาก โฮงมูนมัง



 

 

รู้จัก”ขอนแก่น” จาก”โฮงมูนมัง”



ถามใครที่เคยไปขอนแก่น ล้วนรู้จักสถานที่แหล่งอาหารการกินแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เขื่อนอุบลรัตน์ วัดหนองแวงเมืองเก่า บึงแก่นนคร ไก่ย่างเขาสวนกวาง ร้านอาหารเช้าที่มีไข่กระทะ หมูยอนึ่งรสเด็ด แหนมเนือง ขนมปังสอดไส้ ฯลฯ

แต่เมื่อถามถึง “โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น” หลายคนมักหันมามองหน้ากัน เพราะไม่รู้จัก

ทั้งที่พิพิธภัณฑ์ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของขอนแก่น ตั้งอยู่ชั้นล่าง อาคารสวนสาธารณะ 200 ปี ริมบึงแก่นนคร กลางเมืองขอนแก่นนี่เอง

“โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น” เป็นอีกสถานที่หนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวอีสาน เป็นที่เก็บรวบรวมเรื่องราวของเมืองขอนแก่นไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเป็นศูนย์กลางการศึกษา ค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเมืองขอนแก่น

“โฮง” หมายถึง โรง ห้องโถง หรือหอที่มีขนาดกว้างใหญ่ “มูนมัง” หมายถึง ทรัพย์สมบัติ, มรดก จึงมีความหมายรวมกันว่า ห้องที่เก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติ ข้าวของ ที่สื่อ ถึงความเป็นมาและเรื่องราวของเมืองขอนแก่น ที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่น ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดนิทรรศการ แบ่งออกเป็น 5 โซน คือ แนะนำเมืองขอนแก่น, ประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น และวัฒนธรรมโบราณ, การตั้งเมือง, บ้านเมืองและวิถีชีวิตของชาวขอนแก่น และขอนแก่นวันนี้

โซนที่ 1 “แนะนำเมืองขอนแก่น” เป็นข้อความที่เล่าเรื่องราวที่มาของชื่อเมืองขอนแก่น การขุดค้นซากโครงกระดูกไดโนเสาร์ “ไซแอมโมเซารัส อีสานเนนวีส ภูเวียงโนโนเซารัส สิรินธรเน่” อายุกว่า 1,600 ล้านปี โดยมีทั้งแผนผัง ภาพถ่าย และภาพจำลองผังเมืองขอนแก่น

โซนที่ 2 “ประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นและวัฒนธรรมโบราณ” มี ทั้งภาพถ่ายในอดีต และหุ่นขี้ผึ้งปั้นจำลองเหตุการณ์ในอดีต และวิถีวัฒนธรรม ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบัน ทั้งด้านการทอผ้า เครื่องแต่งกายของเกษตรกร การสร้างบ้านเรือน การบำบัดรักษาจากแพทย์

โซนที่ 3 “การตั้งเมือง” ซึ่งระบุข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า มีการโยกย้ายหาถิ่นที่อันอุดมสมบูรณ์ เพื่อตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านแปงเมืองถึง 7 ครั้ง ด้วยหลักฐานทั้งที่เป็นของจริงและจำลองขึ้น นำมาแสดงให้คนรุ่นหลังได้ดู เช่น พระธาตุขามแก่นจำลอง เสาหลักเมืองซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจ ภาพวาดและภาพถ่ายเจ้าเมืองในอดีต รวมทั้งตราเจ้าเมืองที่ใช้ในราชการด้วย

โซนที่ 4 “บ้านเมืองและวิถีของชาวขอนแก่น” เสนอเรื่องราว วิถีชีวิต และการดำรงชีพของคนที่อาศัยอยู่ในเมืองขอนแก่นเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ที่ผู้คนเหล่านั้นเดินทางเข้ามาประกอบอาชีพ ทำมาค้าขาย เช่น ชาวต่างชาติ ทั้งฝรั่ง ชาวจีน คนเวียดนาม แขกอินเดีย มีการจำลองชีวิตความเป็นอยู่ ผ่านรูปปั้นหุ่นขนาดเท่าคนจริง

โซนที่ 5 “ขอนแก่นวันนี้” เป็นเรื่องราวชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่นในปัจจุบัน ทั้งด้านวัฒนธรรมประเพณี ที่ยังคงปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันรวมถึงเศรษฐกิจการเมือง การปกครอง การศึกษา ฯลฯ

รวมทั้งประวัติ ภาพถ่ายบุคคลที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย และชาวขอนแก่น เช่น น.พ.กระแส ชนะวงศ์ นายแพทย์รางวัลแม็กไซไซ ภราดร ศรีชาพันธุ์ นักเทนนิสชื่อดังของเมืองไทย เป็นต้น

การนำเสนอเรื่องราวของทั้ง 5 โซน มีการจัดแสดงแบบผสม ทั้งภาพวาดเรื่องราวต่างๆ เป็นฉากด้านหลัง ประกอบกับงานปั้น ที่เป็นบรรยา กาศเสมือนจริง อยู่ในตู้กระจกขนาดใหญ่ ด้านหน้าเป็นการนำเสนอข้อความอธิบายเรื่องราวนั้นๆ ไว้พอสังเขป แต่สามารถเข้าใจได้ง่าย โดยเรียงลำดับตั้งแต่โซนที่ 1-5

ส่วนกลางของพื้นที่พิพิธภัณฑ์ และในบางส่วน จะขยายเรื่องราวด้วยการนำเสนอเป็นงานปั้นเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่มีขนาดเท่ากับตัวคนจริงๆ ทั้งศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ศาสนา การละเล่น การค้าขาย ฯลฯ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หากเราใช้เวลาใน “โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น” หรือพิพิธภัณฑ์อันทรงคุณค่าแห่งนี้เพียงวันเดียว ตั้งแต่ 09.00-17.00 น. เราแทบจะรู้จักขอนแก่นทั้งเมือง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้ และนับว่าคุ้มค่าหากเทียบค่าเข้าชม ผู้ใหญ่เพียง 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ 90 บาทเท่านั้น

แต่หากต้องการเที่ยวชมศิลปกรรมโบราณแบบอีสานอีก มีสถานที่ที่ไม่ไกลมากนัก และอยากแนะนำคือ “สิมเก่าวัดสระทอง” อ.มัญจาคีรี สถาปัตยกรรมโบราณที่ทรงคุณค่าอีกแห่งของขอนแก่น

“สิม” หรือโบสถ์ในภาษาอีสาน เป็นอาคารทรงคุณค่าทางสถาปัตย กรรม ที่แสดงลักษณะเด่นของพื้นถิ่นอีสาน สร้างเมื่อปี 2375 และได้รับการดูแลให้คงความงดงามมาจนถึงปัจจุบัน

สิมเก่าวัดสระทอง เป็นโบสถ์ทึบ มีในเสมาหินโบราณ เป็นก้อนหินวงรีฝังอยู่โดยรอบ พื้นที่ตัวโบสถ์ประมาณ 8 คูณ 10 เมตร บันไดทางขึ้นสูงเพียง 5 ขั้น หัวบันไดเป็นพญานาคตัวผู้และตัวเมียตัวละข้าง สิมก่อ อิฐฉาบปูนขาว ผนังด้านนอกประดับลายปูนปั้นนูนต่ำ ตามแบบอีสานสมัยล้านช้าง ระบายสีสวยงาม แสดงถึงการละเล่นพื้นบ้าน “หัวล้านชนกัน” จระเข้ พระสงฆ์ มีแว่นแก้วกระจกประดับรอบด้าน

แต่เดิมมี 2 สี คือ สีเหลือง ที่ทำขึ้นจากขมิ้นผสมหนังควาย และสีเขียว ผสมขึ้นจากใบไม้ ปัจจุบันมีการบูรณะใหม่โดยชาวบ้าน ครู และนักเรียนศิลปะ โรงเรียนมัญจาศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรมศิลปากร

ด้วยความเก่าแก่และงดงามทำให้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี 2544 และรางวัลอาคารทรงคุณค่าด้านการอนุรักษ์มรดกและวัฒนธรรม แห่งเอเชียแปซิฟิก (Award of Merit) จากยูเนสโก เมื่อปี 2545

ด้วยการเดินทางในขอนแก่นเพียงไม่กี่กิโลเมตร นอกจากได้ ลิ้มรสอาหารอร่อยแล้ว เราจะรู้จักตัวตนของ “ขอนแก่น” อย่างแท้จริงด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลภาพจาก Internet