พายเรือผจญภัย ล่องลำน้ำของ



 

 

แงซาย..พายเรือ…

 



ขณะที่กลิ่นอายการผจญภัยในป่าดงดิบของผู้กล้าทั้ง 12 คน จากเพชรพระอุมา สุดยอดนวนิยายชื่อดังของ พนมเทียน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ยังเมามันอยู่ในห้วงคำนึงไม่จืดจาง เธอและสหายก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสำรวจผืนป่าสักแห่งใหม่ ในลุ่มน้ำของ ต่อเนื่องน้ำปาย จ.แม่ฮ่องสอน บ้าง

 

ถึงความยากลำบากในการเดินป่าจะเทียบเท่าไม่ได้แม้เพียงกระผีกเดียวของผู้กล้าเหล่านั้น แต่บรรยากาศระหว่างการเดินทางช่วยเพิ่มสีสัน เปิดโลกทรรศน์ และสร้างปัญญาให้เพิ่มพูนขึ้นในชีวิตมากมาย

 

“ก่อนหน้านี้เป็นอาทิตย์ ฝนตกทุกวัน ฟ้าทั้งฟ้าเป็นน้ำไปหมด แต่พอพวกพี่มา แดดออกเลย”

 

เจ้าดอน ลาหู่หนุ่ม ผู้นำทางของพวกเราเปรยและยิ้มแฉ่ง มือ 2 ข้างจับไม้พายอย่างมั่นคง จ้วงน้ำให้เรือยางลำน้อยแล่นไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน

 

เขาถูกมอบหมายให้มาทำหน้าที่เป็นนายท้ายเรือที่จะนำเธอ และพรรคพวกชมความงามและความสมบูรณ์ของป่าสัก 30,000 ไร่ ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพิ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย และเนื่องจากยังไม่มีทางสำหรับให้รถวิ่งผ่านทางเข้าป่าได้ เราต้องเดินทางทางน้ำ ต้องนั่งเรือยางล่องไปตามลำน้ำของ ต่อเนื่องไปยังน้ำปาย ที่ไหลผ่ากลางป่าแห่งนั้น ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร

 

“หิวแล้ว อีกไกลมั้ยกว่าจะได้กินข้าว” สหายคนหนึ่งถามขึ้นหลังจากนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงตรง แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงที่หมายกลางทางที่จะต้องจอดเรือขึ้นฝั่งกินข้าวเที่ยง

อีกประมาณ 5 กิโลครับ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า 5 กิโลจริงรึเปล่า ผมประมาณเอา เพราะไม่เคยวัดสักที

เจ้าลาหู่หนุ่มบอก รูปประโยคคล้ายๆ ว่าจะพูดจากวนประสาท แต่น้ำเสียงนั้นมันทุกคนรู้สึกได้ถึงความซื่อ นอกจากไม่โกรธแล้วยังต้องนั่งอมยิ้มฟังเขาพูดไปเรื่อยๆ ไม่มีใครขัด เพราะเมื่อยและเหนื่อยกันเต็มที

5 กิโลนิดเดียวครับพี่ ช่วยๆ กันพาย น้ำก็ไหลแรงแบบนี้ไม่นานหรอกครับ” ปากเจ้าหนุ่มพูดเจื้อยแจ้ว ส่วนมือยังจับพายจ้วงน้ำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เล่นเอาพวกที่บ่นหิวข้าวอีก 5 คนรู้สึกผิด รีบจ้วงไม้พายที่เอามาพักบนขาอยู่นานแล้วลงไปพุ้ยน้ำบ้าง

 

ก่อนบ่ายโมงเล็กน้อย พวกเราสามารถนำเรือไปถึง “สบของ” ที่พักกินข้าวครึ่งทางได้

ดอนกุลีกุจอเอาข้าวเหนียวกับหมูทอดที่ห่อด้วยใบสัก และน้ำพริกถั่วกับผักต้มออกมาแจก อาหารทั้งหมดถูกแกะออกมาจกกินกันอย่างรวดเร็ว ทุกคนลงความเห็นในวินาทีนั้นว่า มันเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก

เราต้องไปอีกเกือบ 20 กิโลครับพี่ แต่ไม่ต้องรีบหรอก พักกันอีกเดี๋ยวก็ได้” ดอนบอก

ระหว่างพัก เราจึงได้มีโอกาสสนทนากับเจ้าลาหู่หนุ่มอย่างจริงจัง

“ผมเพิ่งเรียนจบ ปวส.ช่างยนต์มาครับ พอดีว่าติดทหารผลัดสอง ระหว่างที่รอเข้ากรม ผมก็มาทำงานตรงนี้ แต่ที่จริงแล้วผมก็ทำมาสี่ห้าปีแล้วแหละครับ ใช้เวลาว่างช่วงหยุดเรียน ตอนแรกๆ ก็เป็นผู้ช่วยก่อน พอคล่องก็เป็นนายท้าย แต่เรียกโก้ๆ ว่าเป็นกัปตันเรือ สนุกดีครับ ตื่นเต้นดี ผมชอบ” เจ้าหนุ่มพูดพลางยิ้มแฉ่งเห็นฟันหน้าหมดทุกซี่

ทำให้นึกไปถึง “แงซาย” กะเหรี่ยงพเนจรรูปงาม 1 ใน 12 ของผู้กล้า แห่งเพชรพระอุมา

“ผมเป็นชาวเขาครับ แต่เป็นคนไทยมีบัตรประชาชนคนไทย พ่อเป็นลาหู่ดำ แม่เป็นลาหู่แดง พวกลาหู่รักบ้านเกิด ไม่มีใครชอบไปไหนไกลบ้าน เรียนจบมาก็ทำงานแถวบ้าน เพื่อนๆ ผมไม่มีใครไปทำงานในเมืองหรือที่กรุงเทพฯกันหรอก”

ดอนเล่าด้วยว่า เขามีพี่น้อง 4 คน ตัวเองเป็นคนที่สอง แม้ว่าฐานะทางบ้านจะยากจน พ่อพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่ยังสู้อุตส่าห์กัดฟันส่งเสียให้ลูกๆ ทุกคนได้เรียนหนังสือ พี่สาวคนโตของเขากำลังจะจบปริญญาตรี น้องอีก 2 คนเรียนชั้นมัธยม และโชคดีว่าสามารถกู้เงินจากรัฐบาลเรียนได้ ส่วนเขา หากหลุดจากทหารเกณฑ์แล้วก็จะกลับมาเรียนจนจบปริญญา แล้วเปิดอู่ซ่อมรถ เวลาว่างก็จะมาพายเรือพานักท่องเที่ยวชมความงามของลำน้ำของแบบนี้

“ที่บ้านผมมีอาชีพทำนา แต่ผมโตมากับป่าผืนนี้นะ เด็กๆ ก็มายิงนก ตกปลา ช่วยพ่อหาหน่อที่นี่ ถึงตอนนี้ว่างๆ ก็มาหาปลาน้ำของอยู่ ปลาเยอะ หาไปกินบ้าง ไปขายบ้าง ในป่านี่เดินมาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว สนุก ชอบเดินอยู่ในป่า เย็นดี เงียบดีด้วย”

เขาบอกว่า ชอบเข้าไปในป่าฟังนกร้องเพลง แม้จะฟังภาษานกไม่ออกว่าพวกมันร้องหรือพูดอะไรกันบ้าง แต่เขาก็พอจะรู้ว่า ถ้าเสียงร้องแบบนี้จะเป็นนกอะไร

แสดงว่าป่าสักตรงนี้มีมานานแล้วสิ

“ตั้งแต่ผมเกิดก็เห็นแล้วครับ คงมีมาก่อนผมเกิดด้วย ตอนนี้ผมอายุ 22 ปีแล้ว ป่าก็ต้องอายุมากกว่านั้น พ่อผมบอกว่าต้นไม้บางต้นอายุเป็นร้อยปีเลยนะ” น้ำเสียงเจ้าลาหู่หนุ่มแสดงถึงความภาคภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด

แล้วพวกเจ้ามีกิจกรรมอะไรดูแลป่าตรงนี้บ้าง

เขายิ้มแหยๆ บอกว่า ทำได้เท่าที่ทำ

“ตอนที่เขานั่งเรือผมนะ ผมก็จะอธิบายให้ฟังว่าป่าเป็นยังไง นกอะไรกำลังร้อง น้ำไหลแบบไหน ในน้ำมีปลาเยอะ ถ้าไม่มีป่า ก็จะไม่มีปลา ไม่มีนก ไม่มีพวกผม และพวกเขาก็จะไม่มีที่สวยๆ แบบนี้มาดูกัน ผมก็บอกได้เท่านี้แหละ ผมก็สังเกตว่าเขาก็ฟังกันนะ”

เราออกจาก “สบของ” ราวบ่ายสองโมงกว่าๆ บ่ายหน้าเข้าแม่น้ำปายมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ ระหว่างทางเราแวะขึ้นฝั่งเป็นระยะเพื่อขึ้นไปดูพื้นที่ในป่า พบว่านอกจากต้นสักแล้วยังมีไม้แดงขนาดใหญ่ขึ้นปนอยู่ด้วย มีการประเมินคร่าวๆ ว่า เนื้อที่ 30,000 ไร่ของพื้นที่แห่งนี้มีทั้งป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง โดยมีไม้สักในป่าเบญจพรรณมากถึง 59% นอกจากนี้ยังมีไม้แดง ไม้เต็ง และไม้อื่นๆ อีก

เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปายที่เดินทางไปด้วย บอกว่า ป่าที่พวกเรายืนอยู่ตอนนี้อยู่ที่ความสูงประมาณ 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล สถานการณ์การบุกรุกป่าจากคนข้างนอกยังไม่รุนแรงและน่าห่วงเท่าอีกพื้นที่หนึ่งในป่าผืนเดียวกัน ตรงนั้นเรียกว่าบ้านกึ๊ด 30 อยู่ที่ความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เข้าออกลำบากมาก และมีข่าวเรื่องการเข้าไปลักลอบตัดไม้ตลอด เจ้าหน้าที่ก็จับได้บ้างไม่ได้บ้าง สิ่งที่กำลังทำคือ ให้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเข้าไปพบปะพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อสร้างฐานมวลชนให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลป่าบริเวณนั้นด้วย ซึ่งการทำงานตรงนี้ไม่ได้ทำกันง่ายๆ

ตรงลำน้ำปาย น้ำไหลแรงกว่าที่น้ำของ เราจึงพายเรือได้สบายขึ้น และความตื่นเต้นก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ เรือลำที่แล่นมาข้างหลังเรือของเรือเกิดอุบัติเหตุพุ่งชนเกาะกลางน้ำลูกเรือกระจัดกระจายไปคนละทาง เจ้าดอนรีบกระโจนลงจากเรือว่ายน้ำตรงดิ่งไปยังเรือลำนั้นทันที ส่วนพวกเรารีบพายเรือเข้าฝั่งดูสถานการณ์ โชคดีว่าไม่มีใครเป็นอะไร ใช้เวลาเกือบชั่วโมงให้ทุกคนกลับขึ้นเรือและเดินทางต่อได้

เราปรบมือชื่นชมความกล้าหาญของดอนเมื่อเขาว่ายน้ำกลับมา หลังจากตะเกียกตะกายขึ้นมานั่งบนเรือได้โชว์แผลที่ข้อมือและหน้าแข้งให้ดู บอกว่าเพราะความรีบเลยกระแทกกับก้อนหิน สีหน้าเหยเกของเขาทำให้รู้ว่ามันน่าจะเจ็บปวดไม่ใช่น้อย

แต่อาการกุลีกุจอเพื่อที่จะทำหน้าที่ของตัวเองต่อ โดยไม่มียี่หระกับความเจ็บปวดที่ตัวเองได้รับทำให้พวกเราชื่นชมเจ้าลาหู่หนุ่มมากขึ้น

 

“มันเป็นแงซายยุค 2009 ชัดๆ” ใครคนหนึ่งพึมพำ

น้ำปายไหลแรง พอกับลมฝนที่เริ่มพัดแรงขึ้น มองจากกลางลำน้ำเข้าไปกลางดงสัก ไม้ใหญ่ยังยืนตระหง่าน ไม่หวั่นไหวกับแรงลมใดๆ

 

ขอบคุณข้อมูลภาพจาก INTERNET