ซาปา สวิตเซอร์แลนด์แห่งอุษาคเนย์



 

ซาปา สวิตเซอร์แลนด์แห่งอุษาคเนย์
หากมองข้ามระบอบการปกครองซึ่งยืนอยู่คนละฝั่งกับเมืองไทย รวมถึงการเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่กำลังจะก้าวทัน เวียดนาม ถือว่ามีความใกล้ชิดกับเมืองไทยมาก โดยเฉพาะเรื่องดีเอ็นเอทางวัฒนธรรม เมื่อเป็นเพื่อนที่เสมือนหนึ่งญาติการไปเยือนเวียดนาม จึงเป็นอีกหนึ่งปลายทางของสาวนักเดินทางหลายคน สัปดาห์นี้ Lisa มีอีกหนึ่งจุดหมายในดินแดน เวียดนาม ที่อยากฝากให้ไปเยือน “ซาปา” เมืองในหุบเขาที่งดงาม ซึ่งงามจนได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งอุษาคเนย์
“เดียนเบียนฟู” สู่ “ซาปา” งามจนลืมไม่ลง
โหมโรงชมความงามกันก่อนด้วยทิวทัศน์ของสองข้างทางระหว่าง เดียนเบียนฟู สู่ ซาปา เป็นหมู่บ้านชาวไทดำสลับกับทุ่งนาและไร่ข้าวฟ่าง หากมาในช่วงฤดูเพาะปลูกไร่นาที่นี่ก็เป็นสีเขียวชะอุ่มที่ให้ความรู้สึกแสน สดชื่น หรือหากมาเยือนในช่วงการเก็บเกี่ยว สองฟากฝั่งของถนนสายนี้ ก็จะงดงามด้วยสีเหลืองทองของรวงข้าว ยิ่งในช่วงที่ความสูงกำลังไต่ระดับตามขั้นตามไหล่เขา นาขั้นบันไดของที่นี่ก็ยิ่งงามแปลกตา ซึ่งสะท้อนความชาญฉลาดในการเอาชนะธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้น พืชผักที่เห็นเด่นชัดของที่นี่อีกอย่างก็คือฟักแม้ว ซึ่งปลูกเป็นล่ำเป็นสันมาก หากมองมาจากระยะไกลจะเห็นประหนึ่งตาข่ายสีเขียวที่คลุมภูเขาทั้งลูก ก่อนจะถึง ซาปา เส้นทางสายนี้จะทอดผ่านภูเขาที่สูงที่สุดของอินโดจีน นั่นก็คือ ยอดเขาฟานซิปัน (Fansipan) ความงามของสองฟากฝั่งถนนสายนี้เป็นประหนึ่งยาแก้เมื่อยได้ดีนักล่ะ ที่สำคัญเสน่ห์ของถนนสายนี้อาจจะทำเอาหลายคนถึง ซาปา โดยที่ไม่ทันตั้งตัว

 

 



มนต์เสน่ห์ของ ซาปา อีกอย่างที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกให้มาสัมผัสที่นี่ก็คือตึกรามบ้านช่องสไตล์โคโลเนียล ที่ฝรั่งเศสเจ้าของอาณานิคมมาปลูกสร้างไว้ให้ ในช่วงที่ปกครองเวียดนามเมื่อราวร้อยปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโบสถ์คาทอลิกที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซาปาไปแล้ว ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องมาถ่ายภาพที่นี่เป็นที่ระลึก ซึ่งรอบ ๆ โบสถ์ดังกล่าว มีชาวเขาเผ่าต่าง ๆ แต่งตัวเต็มยศมารอถ่ายภาพกับนักท่องเที่ยวมากมาย รวมถึงนำผลิตภัณฑ์หรือพืชไร่มาวางขาย ถือเป็นสีสันที่น่าดูอีกอย่างของเมืองซาปา
ด้วยความที่ ซาปา ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงจากน้ำทะเลมากทั้งยังตั้งอยู่ในหุบเขา จึงส่งผลให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มีสายหมอกร้อยรัดอยู่ทุก ๆ ฤดูกาล ยิ่งในยามที่สายลมหนาวมาเยี่ยมเยือนหมอกที่นี่จะยิ่งหนากว่าเดิมมาก ที่สำคัญส่งผลให้ ซาปา งดงามประหนึ่งภาพวาดฝีมือจิตรกรเอก จุดชมความงามของสายหมอกที่สวยที่สุดเห็นจะไม่มีอะไรเกินหน้ายอดเขาฮามรอง (Ham Rong) ซึ่งภูเขาแห่งนี้เองรัฐบาลเวียดนามได้ยกฐานะขึ้นเป็นส่วนพฤกษศาสตร์แห่งชาติ จุดสูงสุดของยอดเขาจะสามารถเห็นทิวทัศน์เมืองซาปารอบด้าน 360 องศาความงามของเมืองซาปา ณ จุดนี้นี่เองเป็นที่มาของคำว่า สวิตเซอร์แลนด์แห่งอุษาคเนย์
ความงามของ ซาปา อีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้แน่ ๆ ก็คือความหลากหลายของชาวเขา ที่นี่มีทั้งเผ่าม้ง เผ่า เย้า ไทดำ ไทขาว ไทแดง รวมถึงชาวเหวียดหรือชาวเวียดนามพื้นเมือง ซึ่ง ซาปา ได้ชื่อว่าเป็นเขตที่มีชาวเขาเข้ามาตั้งรกรากหนาแน่นมากที่สุดของเวียดนาม หมู่บ้านชาวเขาที่มีชื่อเสียงของซาปาก็คือ “หมู่บ้านต่าฟาน” (Ta Van Village) ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ของชาวเขาเผ่าม้งดำ

 

 

ชุมชนแห่งนี้มีการกระจายตัวเรียบเลาะไปตามไหล่เขา และด้วยภูมิประเทศที่ลาดชันไม่มีพื้นที่ราบให้ทำนาทำไร่ ชาวเขาที่หมู่บ้านแห่งนี้จึงปรับตัว โดยการทำนาแบบขั้นบันได เป็นอีกภาพนาขั้นบันไดที่สวยงามแปลกตาสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปเยือนที่นั่น ยิ่งในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว หมู่บ้านต่าฟาน จะงามยิ่งกว่าช่วงเวลาไหน ๆ เพราะเป็นเวลาที่รวงข้าวชูช่ออวดสีเหลืองอร่าม สะท้อนคำพูดที่ว่าทุ่งรวงทองได้เป็นอย่างดี
ซาปา เป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ในหุบเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน จังหวัดหล่าวกาย (Lao Cai) ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของเวียดนามติดกับพรมแดนประเทศจีน หากไม่ใช่นักเดินทางโดยสายเลือดอาจจะไม่รู้จัก ซาปา เนื่องจากอยู่ห่างจากฮานอยเมืองหลวงเกือบพันกิโลเมตร การเดินทางไปค่อนข้างลำบาก ดังนั้น เมืองนี้จึงยังคงเก็บงำความงามตามธรรมชาติและวิถีชีวิตแบบชาวพื้นเมืองไว้ได้อย่างบริสุทธิ์ การเดินทางสู่ ซาปา สะดวกที่สุดคือเริ่มต้นการเดินทางด้วยอากาศยานจากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งสู่ท่าอากาศยานนานาชาติฮานอย จากนั้นก็ใช้บริการรถไฟ VIP จากฮานอยสู่ปลายทางที่จังหวัดหล่าวกาย (Lao Cai) แล้วก็ใช้บริการรถตู้ 40 ขึ้นสู่หุบเขาซาปา
ผู้คนที่เป็นลมหายใจหลักของ ซาปา คือชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ดังนั้น ภาษาพื้นเมืองของที่นี่จึงเป็นภาษาของชาวเขาที่สำเนียงค่อนไปทางภาษาจีน ซึ่งแตกต่างจากภาษาเวียดนามกลาง นอกจากนั้น อาหารพื้นเมืองของ ซาปา ก็คลับคล้ายคลับคลาอาหารจีนสไตล์พื้นเมือง
สินค้าพื้นเมืองที่มีชื่อของ ซาปา ก็อย่างเช่น ผ้าใยกัญชง ผ้าปักชาวเขา ผ้าบาติแบบชาวเขา (มีลักษณะพื้นเป็นสีครามเข้มตัดด้วยลวดลายเรขาคณิตสีขาว) รวมถึงสมุนไพรเมืองหนาวสำหรับนำมาเข้าเครื่องยาจีน

ฤดูกาลที่เหมาะสมกับการไปเยือน ซาปา มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี เพราะเป็นช่วงที่ปราศจากมรสุมและเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็นที่สุด ในระหว่างเดือนดังกล่าวนั้น ในช่วงเช้าและเย็นของทุกวันเมืองทั้งเมืองจะถูกห่อหุ้มไว้ด้วยไอหมอก ซึ่งเป็นความงามที่หลายคนฝันถึงหรือหากปีใดโชคดีก็อาจจะได้สัมผัสกับหิมะ