20 ที่เที่ยวทั่วไทย สุดฮิตในใจนักเที่ยว



 

20 ที่ทั่วไทย สุดฮิตในใจนักเที่ยว

 

1 ปีผ่านไป ทบทวนสถานเที่ยวฮอตฮิต ที่เอ่ยปากถามใคร ว่าที่ไหนเจ๋งแจ๋วสุดในปีที่ผ่านมา บอกมาภาคละ 5 แห่ง ได้รับคำตอบแบบเสียงไม่แตก
ภาคเหนือ มี ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน, ปาย, ปางอุ๋ง, ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และน่าน
ด้วยความที่ “แม่ฮ่องสอน” เป็นเมืองในหุบเขา มีอากาศเย็นสบายตลอดปี มีวัฒนธรรมหลากหลาย ธรรมชาติงดงาม เดินทางไปได้ทั้งรถยนต์และเครื่องบิน ทำให้เป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวแบบรักสงบอยู่มาก ส่วน “ปาย” แม้อยู่ในแม่ฮ่องสอน แต่บรรยากาศแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยกระแสท่องเที่ยวแบ็กแพ็กในยุคแรก นำชาวต่างชาติเข้ามา พร้อมความเจริญในทุกธุรกิจ ตั้งแต่โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร ร้านเหล้า ร้านกาแฟ ฯลฯ
แต่สำหรับมือใหม่อยากเที่ยวป่า ท้าลมหนาวแบบไม่ลำบากมาก “ดอยอินทนนท์” เป็นเป้าหมายที่ดี ห่างเชียงใหม่ 58 ก.ม. ธรรมชาติงดงามทั้งป่านานาชนิด นก 382 ชนิด และสัตว์ป่ามากมาย และ “น่าน” แม้จะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์นับร้อยปี แต่ด้วยระยะทางที่ไกล จึงเป็นเมืองสงบแต่งดงามด้วยศิลปวัฒนธรรม วันนี้กลายเป็นเมืองที่ผู้คนหลั่งไหลเข้าไปมากขึ้น โรงแรมรีสอร์ตผุดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะย่านชนบท

 



 

ภาคอีสาน วันนี้ต้องนับ “ภูกระดึง” จ.เลย เป็นอันดับ 1 อยู่ดี ด้วยคำบอกเล่าปากต่อปากว่า “ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องพิชิตภูกระดึง” ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะไม่มีพาหนะใดนำขึ้นไปยังยอดเขาอันงดงามได้เลย ต้องจากเท้าสองข้างของเราเอง
รองลงมายังต้องยกให้ “ภูเรือ” จ.เลย เหมือนเดิม ด้วยกิตติศัพท์ความหนาวเย็นที่สุดของเมืองไทย ที่ยังไม่เคยเสียแชมป์ให้ใคร ทุกปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปนับหมื่นคน ทั้งเพื่อรับความหนาวเย็น และชมดอกไม้งามหลากชนิด ห่างไปไม่ไกล เป็นสถานที่คลาสสิคที่ว่ากันว่าจะบูมต่อจากปายก็คือ “เชียงคาน” ชุมชนเก่าแก่ริมน้ำโขง ที่มีความสงบเงียบ เรียบง่าย วันนี้เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนที่นี่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ “วังน้ำเขียว” จ.นครราชสีมา ก็ยังนับว่าใกล้กรุงเทพฯ ทำให้คนมีเงินมักซื้อที่ดินไว้ ปลูกสร้างรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศ เพราะสภาพป่าทิศเหนือของเขาใหญ่ที่เริ่มฟื้นตัวแล้ว แหล่งสุดท้าย “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” ที่คนยังแน่นขนัดทุกฤดูกาล ทั้งรีสอร์ตด้านล่าง และในป่าด้านบน เพราะเป็นป่าทางทิศเหนือที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด

 

 

ภาคกลาง “หัวหิน” ยังฮิตไม่สร่างซาแม้ว่าจะผ่านไปกว่า 80 ปี นับตั้งแต่รัชกาลที่ 7 ทรงสร้างพระราชวังไกลกังวล วันนี้หัวหินมีพร้อมทุกอย่าง ทั้งธรรมชาติ ท้องทะเล ที่พัก ร้านอาหาร ร้านรวงทุกรูปแบบ ห้างสรรพสินค้า นิทรรศการศิลปะ เทศกาลดนตรี ฯลฯ ที่คนในเมืองต้องการ และด้วยความพร้อมทุกอย่าง แทบทุกตารางนิ้วของหัวหินจึงไม่สามารถเติมอะไรลงไปได้อีก บ้านพักชายทะเลจึงเริ่มทะลักลงไปทางใต้ ตั้งแต่เขาเต่า ไปจนถึงปราณบุรี ที่ยังครองใจเสมอมาคือ “เกาะเสม็ด” ระยอง ที่ธรรมชาติยังงดงามอยู่เหมือนเดิม แต่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทั้งการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมต่าง ๆ ห่างไปไม่ไกล ในช่วงวันเทศกาลผู้คนหนาแน่นไปที่ “เกาะช้าง” จ.ตราด ที่วันนี้ยังมีธรรมชาติอยู่มาก แต่ที่พักสวยงามก็พร้อมต้อนรับมากมายเช่นเดียวกัน เหมาะสำหรับผู้รักสงบแบบสบายๆ ส่วนคนที่หนีทะเล กลับไปหาบรรยากาศสบาย ๆ ของแม่น้ำ แบบ “ตลาดน้ำอัมพวา” สมุทรสงคราม ต้องบอกว่าเป็นเทรนด์ของคนกรุงเทพฯ จริงๆ เพราะหลังจากนั้นแฟชั่นตลาดน้ำก็เกิดขึ้นมาอีกมากมาย ให้ได้เลือกเที่ยวกันจริง ๆ เช่น ตลาดน้ำดอนหวาย ตลาดน้ำลำพญา นครปฐม ตลาดน้ำตลิ่งชัน ฯลฯ หรืออีกกลุ่มที่นิยมเที่ยวภูเขาใกล้กรุงเทพฯ อย่าง “ทองผาภูมิ-สังขละบุรี” ที่บรรยากาศ ที่พัก ไม่แพ้ภาคเหนือ แต่ใกล้กว่า แต่ที่กำลังฮิตขณะนี้คือ “สวนผึ้ง” ราชบุรี เป็นที่เล่าลือปากต่อปากเป็นอย่างมาก กับรีสอร์ตสวย สไตล์คันทรีเหมือนกับแถบปากช่อง โคราช แต่ด้วยระยะทางจากราชบุรีเพียง 60 ก.ม.เท่านั้น

 

 

ภาคใต้ คนนิยม “เกาะพีพี” กระบี่ เป็นอันดับต้น ๆ ทั้ง พีพีดอน พีพีเล และอ่าวมาหยา ด้วยน้ำทะเลสวยใส โดยเฉพาะในหน้าหนาวอย่างนี้ ไม่ต่างจาก “หมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน” จ.พังงา ที่ต้องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละสัปดาห์ เพื่อไม่ให้ที่กางเต็นท์ ห้องน้ำ ขยะมากจนเกินกว่าธรรมชาติจะรองรับได้ ส่วนอีกที่ ผู้ว่าฯ สตูล สั่งจำกัดนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน เพราะแต่ละสัปดาห์มีคนไปเที่ยว “เกาะหลีเป๊ะ” มากเกินไป จะห้ามใจได้อย่างไรเพราะที่นี่มีความงามของชายหาด และปะการัง ข้ามไปฝั่งอ่าวไทย “เกาะเต่า” จ.สุราษฎ์ธานี แหล่งดำน้ำยอดนิยม แต่ต้องเลือกฤดูกาลให้ดี เพราะอาจเจอพายุ และติดอยู่ที่เกาะนานหลายวัน หรือถ้าไม่อยากข้ามไปพักและท่องเที่ยวอยู่ที่ “หาดทุ่งวัวแล่น” ชุมพร ก็มีความสุขพอแล้ว เพราะชายหาดยังสะอาดและเป็นธรรมชาติอยู่มาก

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต