สัมผัสธรรมชาติสมบูรณ์แบบ ณ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ



 

สัมผัสธรรมชาติสมบูรณ์แบบ ณ “อุทยานแห่งชาติเอราวัณ”

 

เมืองไทยน่าเที่ยวฉบับนี้ขออาสาพาท่านมาสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามของน้ำตกและถ้ำต่าง ๆ ณ “อุทยานแห่งชาติเอราวัณ” จ.กาญจนบุรี แต่ก่อนที่จะไปเที่ยวถ้ำและน้ำตก เรามาทำความรู้จักกับอุทยานกันสักนิดดีกว่าค่ะ

 



“อุทยานแห่งชาติเอราวัณ” หรือชื่อเดิมคือ “อุทยานแห่งชาติเขาสลอบ” ได้ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติฯ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2518 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นอุทยานแห่งชาติเอราวัณเนื่องจากชั้นสูงสุดของน้ำตกมีลักษณะคล้ายหัวช้างเอราวัณ ด้วยอาณาเขตอันกว้างขวางประกอบไปด้วยภูเขาสูง หน้าผา น้ำตก ถ้ำ และทิวทัศน์ที่งดงามตามธรรมชาติ ทั้งการคมนาคมที่สะดวก ทำให้ที่นี่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามภายในอุทยาน ได้แก่

 

 

 

 

“น้ำตกเอราวัณ” อยู่ห่างจากตัวเมือง 65 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศ มีควมยาว 1,500 เมตร โดยต้นน้ำเกิดจากลำห้วยม่องไล่ไหลผ่านลงจากยอดเขาและผาสูง แบ่งเป็น 7 ชั้น แต่ละชั้นมีลักษณะเป็นอ่างสามารถเล่นน้ำได้ สำหรับชั้นที่ 7 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ยามที่น้ำตกไหลบ่าจะมีรูปคล้ายหัวช้างเอราวัณจึงขนานนามว่า “น้ำตกเอราวัณ” ทุกชั้นร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ สายน้ำที่ไหลตกลงมาบนโขดหินเสียงซ่านซ่าคลอเคล้าด้วยเสียงของนกป่าหลากหลายพันธุ์ หากจะเยี่ยมชมน้ำตกทั้ง 7 ชั้น จะใช้เวลาในการขึ้น-ลงประมาณ 3 ชั่วโมงค่ะ นอกจากนี้ทางอุทยานได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติเอราวัณ เป็นระยะทาง 1,060 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ผ่านป่าดิบเขา จุดชมวิวและป่าผลัดใบที่สวยงาม ตลอดเส้นทางท่านจะสัมผัสความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์และได้เสริมสร้างความรู้จากป้ายสื่อความหมายด้วยค่ะ

 

– ชั้นที่ 1 ไหลคืน

 

– ชั้นที่ 2 วังมัจฉา ชั้นที่ 3 ผาน้ำตก ชั้นที่ 4 อกนางผีเสื้อ ชั้นที่ 5 เบื่อไม่ลง ชั้นที่ 6 ดงพฤกษา ชั้นที่ 7 ภูผาเอราวัณ หลังจากเล่นน้ำตกกันจนเย็นชื่นใจแล้วก็มาดูความงามของหินงอกหินย้อยและภาพเขียนสมัยโบราณในถ้ำกันบ้างดีกว่าค่ะ เริ่มกันที่

 

 

 

 

ถ้ำพระธาตุ มีลักษณะเป็นถ้ำมืดขนาดใหญ่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 790 เมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 12 กิโลเมตร ทางเข้าถ้ำจะห่างจากทางแยกเข้าเขื่อนศรีนครินทร์มาตามทางเลียบแนวเขื่อนประมาณ 7 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร จึงถึงที่ตั้งถ้ำพระธาตุ ปากถ้ำมีขนาดเล็กแต่ภายในถ้ำมีพื้นที่กว้าง และลึกถึง 200 เมตร แบ่งออกเป็น 5 ห้องได้แก่ กบจำศีล ท้องฟ้าจำลอง เสาเอก ม่านลิเก และระฆัง ความสวยงามอยู่ที่หินงอก หินย้อยที่เป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามแต่ผู้พบเห็นจะจินตนาการ

 

ถ้ำวังบาดาล ลักษณะของถ้ำวังบาดาล เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ ปากทางเข้าเป็นห้องเล็ก ๆ มีหลายห้อง ห้องชั้นล่างมีน้ำไหลผ่านและมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่ด้วย นอกจากนี้แต่ละห้องยังมีความงามของหินงอกหินย้อย เช่น ห้องม่านพระอินทร์ จะมีลักษณะหินย้อยลงมาคล้ายกับม่าน ห้องเข็มนารายณ์ มีลักษณะคล้ายเข็มแท่งใหญ่ซึ่งวิจิตรงดงามมาก

 

ถ้ำตาด้วง ลักษณะเด่นของถ้ำนี้คือ มีภาพเขียนอยู่ที่ผนังปากถ้ำเป็นรูปคนและต้นไม้ นอกจากนี้ยังพบเศษเครื่องใช้สมัยโบราณยุคหินใหม่ เช่น เศษถ้วย ไทย เป็นต้น

 

ถ้ำหมี เป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีอากาศถ่ายเทพอควร จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ในอดีตถ้ำนี้เคยเป็นที่อยู่ของหมี ทำให้เรียกกันต่อ ๆ มาว่า “ถ้ำหมี” ภายในถ้ำแบ่งเป็นห้องลดหลั่นเป็นชั้น ๆ ได้ 5 ห้อง แต่ละห้องจะปรากฏรูปร่างและสีแปลกตา มีหินงดกหินย้อยตามผนังถ้ำสวยงามพอสมควร

 

ถ้ำเรือ เป็นถ้ำที่มีความลึกประมาณ 40-50 เมตร ไม่มีหินงอกหินย้อย แต่จุดเด่นที่น่าสนใจอยู่ที่ภาชนะที่ใช้รองน้ำสมัยโบราณวางอยู่ ภาชนะนั้นทำจากต้นไม้ทั้งต้นมาเจาะให้มีลักษณะคล้ายเรือ ส่วนหัวตกแต่งเป็นรูปหัวคนมีตา มีจมูก และหู 2 ข้าง ซึ่งช่วยค้ำไม่ให้พลิกเอียง ปัจจุบันสภาพของภาชนะแตกหักเหลือที่สมบูรณ์เพียงไม่กี่ชิ้นและมีมูลค้างคาวปกคลุมอยู่เป็นส่วนใหญ่ นับเป็นถ้ำที่มีค่าทางอารยธรรมของมนุษย์อีกแห่งหนึ่ง

 

 

 

สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลเดินทางได้ที่

 

*กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร.0-2561-4292-3 ต่อ 724 หรือ 725, 0-2562-0760

 

*อุทยานแห่งชาติเอราวัณ โทร.0-3457-4222, 0-3457-4234

 

*หรือที่เว็บไซต์ http://www.dnp.go.th/

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก อินดเตอร์เน็ต