หลากหลายธรรมชาติแห่ง ภูผาม่าน



 

หลากหลายธรรมชาติแห่ง ภูผาม่าน

 

"คลังแห่งชีวิต" จากต้นน้ำสู่สายธารที่ยิ่งใหญ่ จากปลายรากถึงเรือนยอดแห่งป่าทึบ จากตีนผาถึงยอดเขาสูงเสียดฟ้า ถูกรักษาและหล่อเลี้ยงโดยธรรมชาติเสมอมา โลกใบนี้ถูกสรรค์สร้างไว้อย่างลงตัวและได้บอกเรื่องราวความเป็นไปและเปลี่ยนแปลงตามวิถีการหมุนรอบของดาวเคราะห์ดวงนี้ธรรมชาติบนโลกใบนี้มีหลากหลายรูปแบบไม่เคยซ้ำ ไม่มีกฏเกณฑ์บ่งชี้ หรือกำหนดขอบเขตที่แน่นอนการเฝ้าเรียนรู้และสำรวจธรรมชาติจึงเป็นเรื่องสนุกที่มัดใจนักเดินทางและสามารถเติมฝันได้อยู่ร่ำไป

 

เมืองขอนแก่น จังหวัดหนึ่งในเขตภาคอีสานที่เคยแห้งแล้ง มาถึงวันนี้กลับเขียวขจี มีการขุดบ่อเก็บกักน้ำไว้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่แห้งแล้งอีกต่อไปแล้ว และยังมีทรัพยากรธรรมชาติหลงเหลืออยู่แม้จะไม่มาก แต่การรักษาและเพิ่มพูนความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็จะทำให้ธรรมชาติกลับคืนมาสมบูรณ์ใหม่ได้อีกครั้ง จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติรวมถึง 4 แห่งด้วยกัน คือ อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน อุทยานแห่งชาติภูเวียง อุทยานแห่งชาติน้ำพอง และอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ทั้ง 4 อุทยานฯ มีจุดเด่นและความสำคัญของสภาพธรรมชาติที่สวยงามแตกต่างกันไป

อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน

1 ใน 4 อุทยานฯ ของจังหวัดขอนแก่น หน่วยงานหนึ่งที่รับผิดชอบดูแลรักษาผืนป่าธรรมชาติที่ยังคงสมบุรณ์ ภูผาม่านมีพื้นที่คาบเกี่ยวไปถึงจังหวัดเลย ผืนป่าติดต่อกับอุทยานแห่งชาติภูกระดึงที่ทุกคนรู้จักดี แต่น้อยคนที่จะเคยเข้าไปสัมผัสและรู้จักกับภูผาม่านขุมทรัพยืของธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ในอุทยานฯ แห่งนี้มีความงดงามและโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่มากด้วยคุณค่าความสมบูรณ์อันบริสุทธิ์ของเถื่อนถ้ำ ภูผา ผืนป่า และธารน้ำตก ดั่งคำขวัญของอุทยานฯ ที่ว่า "ภูผาม่าน อุทยานแห่งขุนเขา ฝูงค้างคาวนับล้าน พิสดารถ้ำมากมาย เพลิดเพลินใจหลายน้ำตก" สำหรับการท่องธรรมชาติที่นี่ต้องอาศัยความตั้งใจจริงและยอมแลกกับความยากลำบากในการเดินทางเพื่อสัมผัสและค้นหาจุดเด่นที่ไม่ควรมองผ่าน

 



 

 

 

 

 

ถ้ำพญานาคราช

ถ้ำพญานาคราช เป็นถ้ำที่หลายคนกล่าวตรงกันว่าสวยงามที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน การเดินทางเข้าชมถ้ำต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางและต้องอาศัยรถขับเคลื่อนสี่ล้อกำลังแรงเนื่องด้วยสภาพเส้นทางที่ยังลำบากมาก ตัวถ้ำอยู่ห่างจากผานกเค้าประมาณ 4 กิโลเมตร จากผานกเค้าเลี้ยวเข้าบ้านผาสามยอด และผ่านชุมชนบ้านนาจาน จากการสังเกตพื้นที่รอบเชิงผาเป็นพื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้าน ดังนั้น แสดงว่าเขตอุทยานฯ ก็คือพื้นที่ของผูภาและยอดเขาที่เหลือทั้งหมดเท่านั้น นั่งรถผ่านถนนเล็กๆ ริมไร่นาไม่นานก็มาถึงเชิงผาสูงและเข้าสู่เขตอุทยานฯ ผ่านด่านตรวจที่มีเจ้าหน้าที่ประจำด่านอยู่ ไต่เนินเขาเล็กๆ จนมาถึงที่จอดรถแล้วเดินเท้าต่ออีกประมาณ 800 เมตร จนถึงปากถ้ำ

 

ถ้ำพญานาคราชเป็นถ้ำที่ต้องอาศัยไฟฉายหรือตะเกียงในการเช้าชม ซึ่งสามารถเดินสำรวจถ้ำในแนวยาวออกไปทะลุปากถ้ำอีกด้านหนึ่งได้ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เหมาะสำหรับนักผจญภัย เพราะต้องอาศัยการปีนป่ายบ้างพอสมควร ช่องเล็กๆ ลอดเข้าไปได้ทีละคน เมื่อไต่บันไดลงไปจะพบกับห้องโถงกว้าง ด้านในมืดสนิทต้องอาศัยแสงจากไฟฉายในการนำทาง กลางห้องโถงมีประติมากรรมถ้ำเป็นเสาหินขนาดใหญ่ มีแสงประกายของแร่หินแวววาวกระจายไปทั่วทุกพื้นที่

 



 

รูปร่างรูปทรงของหินงอกหินย้อยแปลกตามากมาย บ้างเป็น flowstone เป็นแนวยาวริ้วคล้ายดั่งผ้าม่านย้อยลงมา บ้างเป็นก้อนมีรอยหยักเหมือนสมอง บ้างเป็นแท่งยาวบิดเป็นเกลียว สามารถเดินชมได้โดยรอบ ซึ่งต้องระมัดระวังเพราะบริเวณฐานโดยรอบเป็นธารหินไหล ดูคล้ายแอ่งน้ำขนาดน้อยใหญ่ที่มีหินปูนก่อตัวเป็นคันกั้นน้ำ เรียงไล่ระดับออกไปอย่างสวยงามคล้ายกับมีใครมาสร้างไว้ ท่ามกลางความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่รังสรรค์ขึ้นมาเราก็สะดุดกับผลงานการสร้างของมนุษย์ที่ไม่สร้างสรรค์นัก กับภาพจี้กงขี่เสือบนผนังถ้ำที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีตที่สำนักเขาเหลียงซานเข้ามาตั้งถิ่นพักอาศัยในถ้ำนี้ เป็นร่องรอยอดีตที่น่าเศร้าเพราะทำให้ถ้ำเปรอะเปื้อน

 

เมื่อเดินถอยห่างออกไปมองจากระยะไกลจะเหมือนกับเวทีการแสดงที่ประดับไปด้วยธานน้ำหินไหลในถ้ำ มองดูคล้ายกับเกล็ดพญานาค รวมถึงเส้นทางภายในที่คดเคี้ยวคล้ายลำตัวพญานาค นี่เองที่เป็นที่มาของการตั้งชื่อถ้ำ แสงไฟที่สะท้อนน้ำเกิดเป็นมิติที่เสริมความเป็นเอกลักษณ์ของถ้ำพญานาคราชได้เป็นอย่างดี ภายในห้องโถงใหญ่ยังมีห้องเล็กห้องน้อยที่มีหินงอกหินย้อย ประติมากรรมธรรมชาติที่สร้างจากกาลเวลา เป็นม่านกั้นซอยออกเป็นสัดส่วน ประกายวับวาวเมื่อต้องแสงไฟของหินแร่แสดงความสมบูรณ์ของถ้ำ บรรยากาศภายในเย็นสบายคล้ายห้องปรับอากาศ ทำให้เดินชมได้อย่างไม่เร่งรีบ

 

ความสมบูรณ์ของถ้ำแห่งนี้ที่ยังเหลืออยู่อาจเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ถูกรบกวนจากนักท่องเที่ยวน้อย ต่างกับถ้ำใหญ่หลายแห่ง เช่น ถ้ำเขาบิน ถ้ำจอมพล ที่ราชบุรี ซึ่งพบว่าบางจุดมีหินงอกหินย้อยถูกหักทำลายไป นอกจากนั้น ผนังบางส่วนยังมีนักท่องเที่ยวไปสลักชื่อเอาไว้อีกด้วย ดังนั้น ในอนาคตหากผู้ใดที่ได้มีโอกาสเข้าไปเที่ยวชื่นชมถ้ำพญานาคราชก็ช่วยกันดูแลรักษาด้วยอยู่ในกฎของทางอุทยานฯ ที่ได้กำหนดไว้ ไม่ขีดเขียนแตะต้องลูบไล้ผนังถ้ำ เนื่องจากที่นิ้วมือเรามีน้ำมันติดอยู่จะไปเคลือบผิวไม่ให้ผลึกงอกได้ต่อไป หลายคนที่เห็นความแวววาวของหินแร่ก็อยากจะจับต้อง ซึ่งไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ขอให้เพียงเก็บภาพความงดงามเหล่านั้นเข้าไว้ในความทรงจำดีกว่า เพื่อคนอื่นๆ อนุชนรุ่นหลังจะได้ชื่นชมความงดงามเหล่านี้ต่อได้อย่างยั่งยืน

ชื่นชมความวิจิตรของผนังถ้ำโดยรอบจนอิ่มเอมใจ เวลาก็เริ่มบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์ส่องลงมาทางปากถ้ำ เปิดรายละเอียดผนังถ้ำให้เราเห็นได้โดยไม่ต้องอาศัยแสงไฟฉาย ทำให้สามารถบันทึกภาพได้อีกบรรยากาศหนึ่ง และบางโอกาสหากนำคนเข้าไปยืนเพื่อเทียบเคียงขนาดก็สามารถถ่ายทอดแสดงความยิ่งใหญ่ของถ้ำได้เป็นอย่างดี

 

ถัดเข้าไปจากห้องโถงใหญ่เป็นการผจญภัยที่สนุกสนาน นำโดยพี่มนตรีที่จะพาเราเข้าสำรวจถ้ำที่ทอดตัวเป็นแนวยาวคดเคี้ยว บางช่วงแคบมาก บ้างต้องไต่ผ่านช่องหิน ไต่บันได ปีนป่ายจนแทบไม่มีโอกาสได้ชื่นชมกับความงามของถ้ำนัก แต่เท่าที่ได้ทันสังเกตุก็จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน สัมภาระที่ติดตัวมา โดยเฉพาะอุปกรณ์ถ่ายภาพ เป็นความยุ่งยากในการผจญภัยเส้นทางนี้มาก แต่ทุกคนก็ช่วยเหลือกันเต็มที่ ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง การเดินทางสู่ปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง พ้นจากความมืดออกสู่ความสว่างจากพลังของแสงอาทิตย์ ชีวิตกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้เราคิดถึงความสำคัญของแสงอาทิตย์มาก หากโลกใบนี้ไร้แสงจะเป็นเช่นไร

ใกล้ๆ ถ้ำพญานาคราชมีที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง คือถ้ำลางแทง ซึ่งใช้เวลาไม่มากในการเที่ยวชม จุดเด่นของถ้ำลายแทงคือที่ผนังด้านนอกปากถ้ำมีภาพเขียนสีโบราณกว้างประมาณ 2 ตารางเมตร เป็นภาพเขียนลักษณะต่างๆ เช่น ภาพคน สัตว์ และอื่นๆ เป็นผลงานที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ในอดีตที่ถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ถ้ำ

 

ถ้ำภูตาหลอ ชุมชนภูผาม่าน และถ้ำค้างคาว

 

ถ้ำภูตาหลอ อยู่ที่บ้านสะหวาบ ห่างจากอำเภอภูผาม่าน 14 กิโลเมตร เป็นถ้ำหินปูน ปากถ้ำอยู่ระดับพื้นดิน ตัวถ้ำอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดินเป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ พื้นที่ราบเรียบกว้าง จุดที่โดดเด่นของถ้ำนี้ คือ เพดานถ้ำที่มีหินย้อยขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างมากมาย รูปร่างที่เกิดขึ้นอย่างอิสระของธรรมชาติก่อเกิดเป็นรูปต่างๆ แล้วแต่จินตนาการของผู้ได้พบเห็น ที่ดูน่าสนใจเป็นพิเศษจะเป็นหินรูปเขี้ยวหนุมานที่มีขนาดใหญ่มาก นับเป็นประติมากรรมถ้ำที่ผ่านกาลเวลามาหลายชั่วอายุคนเดินสำรวจภายในบริเวณโถงถ้ำจนทั่วก็ออกมา

สำหรับการเที่ยวชมถ้ำหากไม่ได้มีหน้าที่หรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ไม่ควรใช้เวลานาน เนื่องจากความร้อนจากร่างกายและลมหายใจที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไปเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศในถ้ำใได้ ผลกระทบเล็กน้อยเหล่านี้มีความสำคัญมากสำหรับธรรมชาติใต้ดินที่มืดสนิท ไม่มีแสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้นและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อเทียบกับภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงทำให้ถ้ำมีความเปราะบางสุง เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้นักท่องเที่ยวต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการเที่ยวชม เพราะหากเกิดความเสียหายแล้ว การฟื้นตัวตามธรรมชาติมาทดแทนนั้นทำได้ยากมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าไม่มีโอกาสซ่อมแซมให้เหมือนเดินได้

 

ออกจากหมู่บ้านสะหวาบ ตามแผนที่วางไว้คือมุ่งหน้าสู่ถ้ำค้างคาว แต่ดูจากเวลาที่ข้อมือแล้วยังไม่เย็นมาก จึงมีโอกาสแวะเข้าไปเที่ยวชมวิถีชีวิตของชุมชนมากมายในอำเภอภูผาม่าน โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบหนองสมอชุมชนที่เข้มแข็งอีกแห่งหนึ่งที่มีนโยบายพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อการท่องที่ยวและเป็นสถานที่พักผ่อน ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของหนองสมอกับภูผาม่าน สันเขาที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของอำเภอภูผาม่าน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวมาก

นอกจากความสวยงามของธรรมชาติ บึงน้ำแล้ว วิถีชีวิตของผู้คนที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในการทำมาหากิน จับปลา ยกยอ มีฝูงวัวควายเดินหากินอยู่ริมบึง เป็นภาพความสุขที่เรียบง่ายในชุมชนเล็กๆ นี้ ผืนนาโดยรอบเขียวขจี บ้างก็กำลังให้ผลผลิตออกรวงสีเหลือง ชาวนาที่นี่สามารถทำนาได้ถึงปีละ 2 ครั้ง ด้วยความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำในธรรมชาติและการวางแผนจัดระบบน้ำที่ดีของชุมชน จึงทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนอยู่เย็นเป็นสุข

 



สายลมชายทุ่งอันบริสุทธิ์พัดโชยประทะใบหน้าเย็นชื่นใจ ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน สายตาเพ่งมองภูผาม่านที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นกลางท้องทุ่ง เป็นธรรมชาติที่จัดสรรไว้อย่างลงตัว ช่างเหมาะสมแล้วจริง ๆ ที่ใช้ชื่อภูผาม่านเป็นชื่ออำเภอสำหรับดินแดนแห่งนี้เพราะเป็นเอกลักษณ์ที่ต้องตาสวยงามกับผู้พบเห็น แม้แต่กวีซีไรต์อย่าง คุณไพฑูรย์ ธัญญา ที่ได้มีโอกาสเดินทางมาเยือนถิ่นนี้ก็ยังเขียนกลอนพรรณนาถึงภูผาม่านฝากไว้ให้อุทยานฯ อย่างอ่อนหวานว่า

"ภูผาม่าน ม่านผา คล้ายผ้าม่าน

สูงตระหง่าน ม่านพนม ต้านลมหนาว

กระไอฝน หว่านฟ้า อยู่พร่างพราว

ถักทอรุ้ง งามวาว ดุจแพรวา"

แสงอาทิตย์เริ่มต่ำลง เรามีนัดกับฝูงค้างคาวที่ถ้ำค้างคาวใกล้ๆ นี้ จากคำบอกเล่าของแม่ค้าแถบนี้ช่วงฤดูร้อนค้างคาวจะออกหากินเย็นมาก บางวันเกือบมืดเลยทีเดียว นับเป็นปัญหาในการบันทึกภาพมาก แต่ในเบื้องต้นคงต้องเดินออกแรงขึ้นไปสำรวจบริเวณปากถ้ำเพื่อตรวจสอบมุมในการบันทึกภาพ กลิ่นขี้ค้างคาวฉุนแสบจมูกทันทีเมื่อเดินขึ้นมาถึงบริเวณปากถ้ำที่กว้างสูงประมาณ 20 เมตร มองลงไปเห็นทิวทัศน์ผืนนาไร่ด้านล่าง แผ่นผาหินที่มีต้นไม้อย่างจันทร์ผาขึ้นประดับอยู่เมื่อต้องแสงยามเย็นก็ดูสวยงาม ดวงตะวันยังคงอยู่สูงกว่าจะถึงเวลาที่ค้างคาวเริ่มออกบิน นับเป็นการรอคอยที่ต้องแลกในการถ่ายภาพธรรมชาติ แม้ว่าจะมีความรู้สึกเริ่มชินกับกลิ่นนี้แล้วก็ตาม

 

ฝูงนกนางแอ่นบินวนเล่นเข้าออกปากถ้ำอยู่นานเตรียมเข้านอน เสียงหรีดหริ่งเรไรบรรเลงเพลงกล่อมพงไพร น่าจะได้เวลาออกหากินของสัตว์กลางคืนอย่างค้างคาวแล้ว ไม่นานเสียงกระหึ่มดังก้องออกมาจากด้านในถ้ำ นาฬิกาบอกเวลา 18.45 น. ฝูงค้างคาวบินออกจากปากถ้ำเป็นสายยาว แต่ทิศทางและจังหวะไม่ตรงกับที่เราคาดคะเนไว้เนื่องจากฝูงค้างคาวบินเลาะติดริมผาจากมุมปากถ้ำด้านบน ซึ่งมองเห็นได้ไม่ชัด แต่ความยิ่งใหญ่ของฝูงค้างคาวที่มีจำนวนมากก็สร้างความตื่นตามาทดแทนได้ นานกว่า 20 นาที ที่ฝูงค้างคาวบินผ่านศีรษะเราออกไป มองเห็นเป็นแถบสีดำใหญ่ไหลพลิ้วขึ้นลงเหมือนเล่นเวฟ ค่ำนี้เราอำลาถ้ำค้างคาว ธรรมชาติได้สอนเราให้รู้จักกับความอดทน การรอคอย และความผิดหวัง ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 

จากวันวานที่พบกับความผิดหวัง วันรุ่งขึ้นจึงสำรวจหามุมใหม่ในการบันทึกภาพค้างคาว โดยได้อาศัยจุดชมค้างคาวในเย็นนี้จึงสบายๆ แม้ว่าฝูงค้างคาวจะออกมาเย็นกว่าเดิมอีกก็ตาม ท้องฟ้าที่เริ่มมืด มองเห็นค้างคาวเป็นสายสีดำไม่ชัดเจนเช่นเคย แต่ฝูงค้างคาวนั้นบินมาในทิศทางที่เราอยู่พอดี แต่หากออกมาในช่วงเวลาที่ท้องฟ้ายังมีสีก็คงจะสวยงามทีเดียว ทั้งนี้ ในแต่ละช่วงฤดูนั้น ทิศทางการบินของฝูงค้างคาวแตกต่างกันไป ซึ่งน่าจะขึ้นอยู่กับแหล่งหากินที่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ ได้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้วคาดว่าในช่วงฤดูหนาวคงต้องหาโอกาสมาชมฝูงค้างคาวที่นี่ใหม่อีกสักครั้ง

 

น้ำตกตาดร้อง สายน้ำจากลำน้ำพอง

น้ำตกตาดร้องหรือตาดฮ้อง เป็นน้ำตกหนึ่งที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ตัวน้ำตกอยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติภูกระดึง บนเส้นทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ก่อนถึงด่านตรวจจะมีแยกซ้ายเข้าบ้านนาน้อย เลี้ยวเข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร จะถึงตัวน้ำตก เส้นทางนี้ในอดีตเป็นเส้นทางที่ท้าทาย ต้องอาศัยรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นถนนลาดยางเข้าถึงใกล้น้ำตกเส้นทางที่ตัดผ่านป่าเบญจพรรณบางช่วงเป็นป่าเต็งรังสวยงาม ผ่านห้วยเล็กห้วยน้อยคดโค้งไปมาดั่งจะชวนให้เราชมผืนป่านานๆ

 

จากปลายถนนลาดยางเดินลงไปชมน้ำตกชั้นล่างด้วยระยะทางเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น นับเป็นความสะดวกสบายที่สุด เส้นทางเดินตัดลงเขาชันบางช่วงมีบันไดให้ไต่ลง เสียงน้ำตกดังกึกก้องใกล้เข้ามาทุกขณะ จากจุดพักด้านบนน้ำตกสามารถชมสายน้ำตกได้ในมุมสูง เห็นเป็นสายน้ำตก 2 สายใหญ่ๆ ไหลลงสู่แอ่งหินด้านล่าง หินสีน้ำตาลแดงเป็นลักษณะโดดเด่นของน้ำตกนี้ที่เสริมให้สายน้ำดูมีสีสันขึ้น ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีที่โอบล้อมตลอดแนวลำน้ำพอง

มุ่งหน้าเดินต่อเพื่อดิ่งสู่ด้านล่างของน้ำตก สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของแผ่นผาใกล้ ๆ ในยามบ่ายมีกลุ่มเด็กๆ มาเที่ยวเล่นกันมากมายดูสนุกสนาน เสียงสายน้ำที่กระทบแผ่นหินด้านล่างดังประสานกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ ทำให้ธรรมชาติวันนี้ดูมีชีวิตชีวา สายน้ำที่ไหลผ่านผาสูงประมาณ 70 เมตร แผ่นผาที่กว้างยาวโอบอ้อมน้ำตกไว้ดั่งเป็นปราการปกป้องขุนน้ำ ลำน้ำสายนี้ไหลมาจากภูกระดึงต้นน้ำที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่มาก หล่อเลี้ยงชุมชนในหมู่บ้านด้านล่างให้อุดมสมบูรณ์

ที่มาของชื่อน้ำตกตาดร้องหรือตาดฮ้องนั้น พี่มนตรีเล่าให้ฟังถึงเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในอดีตบริเวณใต้น้ำตกมีแผ่นหินขนาดใหญ่ยื่นออกมารองรับน้ำตก เปรียบเสมือนลิ้นขนาดใหญ่ เวลาน้ำตกลงมากระทบแผ่นหินละแฉลบไปตามซอกหินต่างๆ ทำให้เกิดเสียงดังประหลาดก้องไปทั่วป่า แต่ในปัจจุบันแผ่นหินได้ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนหักไปแล้ว แต่ถึงอย่างไร เสียงของสายน้ำตกก็ยังดังกึกก้องอยู่ในวันที่เรามาเยือน

ชื่นชมสายน้ำกับผาหินด้านล่างจนฉ่ำใจก็เดินขึ้นไปสำรวจสายน้ำด้านบน ลานหินกว้างบ้างลดหลั่นลงไปเป็นชั้นสวยงาม สายน้ำไหลลัดเลาะแผ่นหินไปตามเส้นทางก่อเกิดเป็นสายน้ำตกไหลสู่เบื้องล่าง บางจุดเป็นธารน้ำไหลเลียบไปกับลานหิน เหมาะสำหรับเด็ก ๆ มาเล่นน้ำ ลำน้ำสายนี้คือลำน้ำพอง สายน้ำที่ไหลมาจากผืนป่าต้นน้ำบนภูกระดึง และเป็นลำน้ำที่เป็นแนวเขตธรรมชาติกั้นระหว่างอุทยานแห่งชาติภูกระดึงกับอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน หมู่แมกไม้ใหญ่ริมลำธารด้านบนนั้น เหมาะสำหรับการมาพักผ่อน ซึ่งถือว่ายังโชคดีที่ไม่มีร้านค้าเข้ามาตั้ง เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้จะเข้ามาทำลายทัศนียภาพความสวยงามของธรรมชาติ และสิ่งที่ตามมาอย่างขาดไม่ได้เลยคือขยะ ความสกปรก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการพื้นที่ของธรรมชาติในการพักแรมหรือนำอาหารเข้ามากินก็ควรช่วยกันรักษาความสะอาด ก่อนเดินทางกลับตรวจสอบให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติ เหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้นที่นี่ หากทุกคนช่วยกันเช่นนี้ธรรมชาติก็คงสวยงามคู่กับโลกใบนี้ตลอดไป

ระยะทางกว่า 80 กิโลเมตร จากอุทยานแห่งชาติภูผาม่านมุ่งหน้าไปทางอำเภอน้ำหนาวสู่บ้านดงสะคร่าน คือเส้นทางที่จะพาไปสู่น้ำตกตาดใหญ่ในเขตอุทยานฯ เส้นทางน้ำตกตาดใหญ่และน้ำตกตาดฟ้า สองสายธารที่หลบซ่อนอยู่กลางพื้นที่ไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง และสวนผลไม้ไร่พืชผักของชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ สภาพผืนป่าที่ถูกทำลายเปลี่ยนเป็นที่ทำกินของมนุษย์หลงเหลือไว้เพียงยอดเขาและหุบผาที่อยู่ในการดูแลของอุทยานฯ ห้ามบุกรุกอีกต่อไป แม้มองดูว่าอาจจะสายเกินไปแล้ว แต่ธรรมชาติผืนป่าที่หลงเหลืออยู่ก็ต้องการการเฝ้าดูแลและฟื้นฟูต่อไป

 

สภาพทิวทัศน์ของผืนป่าในอดีตที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ไร่กว้างขวางสุดสายตามองดูอย่างน่าสลด นั่งรถโยกเยกไปตามถนนลูกรัง โขดหิน หลุมบ่อ ตัดไปตามเส้นทางไร่ของชาวบ้านไปมาจนสับสนกับเส้นทาง ถ้าไม่มีผู้ชำนาญทางมาด้วยคงไม่อาจเข้าไปถึงน้ำตกอย่างแน่นอน มองไปรอบๆ ไม่มีร่องรอยวี่แววของป่าใหญ่ที่จะมีน้ำตกให้เห็นแม้แต่น้อย นับเป็นเส้นทางสู่น้ำตกที่ดูแห้งแล้งไร้ผืนป่าล้อมรอบ จนกระทั่งเมื่อมาถึงหุบป่าชายขอบไร่ที่เป็นเหมือนร่องธารน้ำ มีต้นไม้หน้าแน่นอยู่แถบหนึ่ง สิ้นสุดทางรถที่ริมลำธารซึ่งเป็นลานหิน เดินเท้าเข้าไปตามลานหิน จากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวกลางไร่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นสดชื่นบริสุทธิ์จากแมกไม้และสายน้ำที่รินไหลไปตามลานหินกว้าง เป็นความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แผ่นหินที่เป็นชั้นๆ ไล่ระดับกันเป็นขั้นบันไดเล็กๆ คล้ายกับลำธารน้ำตกเพ็ญพบที่ภูกระดึง ลำธารกว้างที่ทอดยาวประมาณ 500 เมตร ไปสิ้นสุดลงที่หน้าผาโค้งใหญ่ พี่มนตรีบอกว่านี่คือตอนบนของน้ำตกตาดใหญ่ เสียงน้ำกระทบหินดังเซ็งแซ่ไหลสู่เบื้องล่างที่มิอาจจะชะโงกหน้าลงไปมองได้ เห็นเพียงผืนป่าที่โอบกอดรองรับสายธารเขียวขจี ความสมบูรณ์ยังคงอยู่ไม่น้อย ก่อนที่จะเดินลุยป่าลงไปสู่เบื้องล่างของน้ำตกตาดใหญ่ ใช้เวลาสักพักใหญ่ในการบันทึกภาพสายน้ำกับชั้นหินที่สวยงามด้านบนนี้ ริมลำธารพบเห็นพรรณไม้ดอกไม้ที่น่าสนใจหลายชนิด

 

เส้นทางสู่น้ำตกด้านล่างต้องเดินอ้อมไร่ของชาวบ้านและไปตัดลงหุบ เส้นทางที่รกร้างไร้ผู้คนเดินผ่านมานานทำให้ต้องใช้เวลาในการถางป่าบ้างในบางช่วงเดินลุยป่าที่เต็มไปด้วยหนามอยู่นานพอควรจึงตัดเข้าสู่ริมผาเพื่อลงสู่ด้านล่างเส้นทางที่สูงชันไร้ต้นไม้ให้ฉุดรั้งทำให้การเดินลงสู่ด้านล่างน้ำตกเป็นไปอย่างช้างๆ เพื่อความปลอดภัยต่อตัวเองและอุปกรณ์กล้องที่เราแบกน้ำหนักอยู่ตลอด

เสียงสายน้ำที่ดังอยู่ด้านล่างเร่งเร้าให้เรารีบเดิน ใจที่ไปรออยู่หน้าน้ำตกแล้ว ทำให้กายต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ให้ผ่านพ้นเพื่อถึงจุดหมายตามที่ใจต้องการ ผ่านเส้นทางลงมาถึงเบื้องล่างอย่างทุลักทุเล ถึงกระนั้นก็ไม่รีรอให้เสียเวลา หยิบกล้องออกมามองผ่านเลนส์บันทึกผาน้ำตกตาดใหญ่ที่สูงจนแหงนคอตั้งบ่า น่าจะสูงประมาณ 100 เมตร เสน่ห์แห่งสายน้ำที่งดงามด้วยผาหินแผ่นโค้งกว้างเกือบครึ่งวงกลม ด้านล่างแวดล้อมด้วยแมกไม้ใหญ่น้อยร่มครึ้มมีแอ่งน้ำกว้างรองรับน้ำตกก่อนที่จะไหลผ่านต่อไปตามลำธารที่ประดับด้วยหินและพรรณไม้

ดื่มด่ำบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติจนลืมดูเวลา ลืมแม้ว่าผืนป่าที่เราชื่นชมอยู่นี้อยู่ท่ามกลางไร่สวนชาวบ้านที่เราเองไม่คาดคิดว่าจะมีน้ำตกขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ได้ หากย้อนอดีตได้ก็อยากรู้ว่าเมื่อครั้งผืนป่ายังสมบูรณ์ก่อนมาเป็นไร่สวนนี้ดินแดนส่วนนี้จะสวยงามและสมบูรณ์มากขนาดไหน ในใจจินตนาการคิดถึงป่าดิบบนภูกระดึงที่มีน้ำตกขุนพอง สายน้ำกลางผืนป่าที่สวยงามชนะใจหลาย ๆ คนให้ต้องดั้นด้นเข้าไปชื่นชม สำหรับสายน้ำตาดใหญ่สายนี้ก็สวยงามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

ในช่วงฤดูฝนถึงปลายฝนที่สายน้ำจะใสไหลเต็มหน้าผา แต่หากสายฝนผ่านไปไม่นานสายน้ำก็คงเหือดแห้งเหลือแต่แผ่นผา ดังนั้น หากต้องการชมสายน้ำตกตาดใหญ่คงต้องมาชมในช่วงกลางฤดูฝนถึงปลายฝนเท่านั้น

ตาดใหญ่ หนึ่งในความประทับใจของสายน้ำที่เราพบในวันนี้และคงต้องหวนกลับมาอีกครั้งในวันหน้า เพื่อเฝ้าคอยดูการเปลี่ยนแปลง แต่ถึงอย่างไรหน่วยงานจากอุทยานแห่งชาติภูผาม่านที่ได้รับหน้าที่คอยดูแลปกปักรักษาผืนป่าแหล่งน้ำที่ยังเหลืออยู่นี้ก็คงทำงานกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การอยู่ร่วมกันของธรรมชาติกับชีวิตชาวบ้านเป็นไปอย่างสมดุลและเหมาะสม

เย็นนี้ก่อนจากลาหมู่บ้านดงสะคร่าน เราไม่ลืมแวะเข้าไปชื่นชมอีกสายน้ำหนึ่งที่อยู่ใกล้หมู่บ้าน น้ำตกตาดฟ้า น้ำตกขนาดกลางที่ไหลผ่านผาสูงประมาณ 10 เมตร สถานที่พักผ่อนของคนในหมู่บ้านเล็กๆ นี้

อุทยานแห่งชาติภูผาม่านอาจเรียกได้ว่าเป็นอุทยานแห่งภูผา เขาสูง และโขดหิน เพราะพื้นที่โดยรอบภูผานั้น ได้เปลี่ยนสภาพจากป่าอนุรักษณ์เป็นเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านหมดแล้ว แต่เศษเสี้ยวของธรรมชาติที่หลงเหลืออยู่ก็ควรค่าแก่การรักษาไว้ ด้วยความสมบูรณ์และสวยงามของเถื่อนถ้ำที่ปัจจุบันนับว่าหาชมได้ยากมาก ฝูงค้างคาวนับแสนตัว วงเวียนชีวิตหนึ่งที่อาศัยอยู่ในถ้ำอันน่าศึกษาและเรียนรู้เพื่อการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้ อีกทั้งสายน้ำยิ่งใหญ่กับแผ่นผาโค้งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะอันโดดเด่น

ธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่เป็นไปในทิศทางที่รักษาสมดุลของโลกใบนี้ หากแต่ปัจจุบันมนุษย์เราเข้าไปทำลายธรรมชาติจนเสียสมดุลมากเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ มากมาย หันกลับมาดูแลฟูมฟักเสริมสร้างธรรมชาติให้กลับคืนมา แม้จะต้องอาศัยเวลาที่ยาวนาน แต่การเริ่มต้นเท่านั้นที่จะไปสู่ความสำเร็จได้

ขอบคุณสำหรับทุกมือที่ร่วมกันสร้างสรรค์ ร่วมกันดูแลรักษาผืนป่าที่ยังเหลืออยู่ แล้วความสุขจะเกิดในใจทุกๆ ดวง

 

 

 

 

 



แนะนำ