โคกโพธิ์ ปัตตานี… ไทยที่นี่รักสงบ



 

โคกโพธิ์ ปัตตานี… ไทยที่นี่รักสงบ
แม้ว่าความรุนแรงจะทำหน้าที่ของมันอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ใช่ที่นี่ อำเภอโคกโพธิ์ เมืองปัตตานี สายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของคนต่างศาสนาในพื้นที่แห่งนี้ ทำให้ประโยคที่ว่า “ไทยนี้รักสงบ” มีอยู่จริงและแข็งแรง
มีข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งว่า สถิติการก่อเหตุรุนแรงรูปแบบต่าง ๆ ที่เรียกรวม ๆ ว่า “สถานการณ์ความไม่สงบ” ในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยนั้น มีความถี่และจำนวนครั้งมากกว่าพื้นที่ขัดแย้งสำคัญ ๆ อีกหลายแห่งในโลกเสียอีก
แต่ที่น่าแปลกก็คือ ผลจากความรุนแรงนั้นหาได้ยกระดับปัญหาสู่เวทีสากล หรือมีแนวโน้มจะนำไปสู่การแยกดินแดนจัดตั้งรัฐใหม่ตามที่บางฝ่ายวาดหวังเอาไว้ และที่อีกหลายฝ่ายหวาดวิตกแต่อย่างใด
สาเหตุของความแปลกที่ว่านี้น่าจะเป็นเพราะนิสัย “รักสงบ” ของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ กับการผสมผสานทางวัฒนธรรมจนสร้างเป็นสายใยอันเหนียวแน่นเชื่อมร้อยผู้คน ต่างภาษา ศาสนา และวิถีการดำรงชีวิต กระทั่งความโหดร้ายที่กลุ่มผู้ก่อการพยายามใช้ไม่อาจสะบั้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คน

 

 



หนำซ้ำในหลายพื้นที่ยังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า “รวมกันเราอยู่” กล่าวคือผู้คนต่างศาสนายิ่งรักใคร่กลมเกลียว ไม่มีกำแพงกั้นระหว่างความแตกต่าง เพราะพวกเขาเชื่อว่าความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเท่านั้นที่จะเอาชนะสิ่งเลว ร้าย
เรื่องราวดี ๆ เช่นนี้ยังคงดำรงอยู่ที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี สะท้อนผ่านงานประเพณีชักพระของพี่น้องชาวไทยพุทธ ซึ่งจัดกันอย่างต่อเนื่องยาวนานมาถึง 60 ปีแล้ว โดยมีพี่น้องมุสลิมและชาวไทยเชื้อสายจีนร่วมสืบสานวัฒนธรรม
สู่เส้นทางเมืองเก่า
โคกโพธิ์ เป็นอำเภอที่แยกจากอำเภอหนองจิก เดิมชื่อ “อำเภอเมืองเก่า” ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 บ้านนาเกตุ ต.มะกรูด ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “อำเภอมะกรูด” ตามชื่อตำบลซึ่งเป็นที่ตั้งเดิม ปี พ.ศ. 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินยัง อ.มะกรูด เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคา ทรงหาสถานที่เพื่อสร้างเป็นที่ประทับและตั้งกล้องดูดาว ทรงเห็นว่าพื้นที่หลังสถานีรถไฟโคกโพธิ์ในปัจจุบันมีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นป่ารกร้าง อยู่บนเนินสูง และไม่มีบ้านเรือนประชาชน จึงมีรับสั่งให้สร้างพลับพลาและที่พักสำหรับข้าราชบริพารในบริเวณนั้น
ครั้นพระองค์เสด็จฯ กลับพระนคร ทางอำเภอก็มิได้รื้อถอนพลับพลาที่ประทับ และเห็นว่าบริเวณที่สร้างพลับพลาซึ่งเป็นเนินสูงมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ 1 ต้น ทางอำเภอจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “โคกโพธิ์” ต่อมายกฐานะเป็นตำบล ชื่อ ตำบลโคกโพธิ์ และได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมะกรูดมายังบริเวณที่เคยใช้เป็นสถานที่รับเสด็จ กระทั่งปี พ.ศ. 2482 จึงเปลี่ยนชื่อจาก อ.มะกรูดเป็น “อำเภอโคกโพธิ์” จนถึงปัจจุบัน

 

 

ชักพระ…ประเพณีจากอดีตกาล
ประเพณีชักพระของ อ.โคกโพธิ์ เป็นประเพณีเก่าแก่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ถือเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของ จ.ปัตตานี จัดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 โดย พระอธิการแดง สุนทรโร (หลวงปู่แดง) เจ้าอาวาสวัดมะเดื่อทอง ปีนั้นหลวงปู่แดงได้นัดหมายให้ลากเรือพนม (เรือที่จัดตกแต่งเป็นทรงพุ่มยอดแหลม) มาจอดชุมนุมสมโภชร่วมกัน 1 คืน ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 ได้มีการลากเรือมาชุมนุมพร้อมกันที่ลานหน้าที่ว่าการ อ.โคกโพธิ์ ถือเป็นงานประเพณีชักพระอย่างเป็นทางการครั้งแรกของอำเภอ และได้จัดสืบทอดกันมาจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 60
เมื่อถึงวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ชาวบ้านจากแต่ละหมู่บ้านจะพร้อมใจกันลากเรือพระออกจากวัด มุ่งสู่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอ พร้อมกับตีกลองโห่ร้องตลอดเส้นทางอย่างครึกครื้น ผู้คนทั้งหนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ และเด็กตัวเล็กตัวน้อยจะแต่งกายสวยงามไปรวมตัวกันจนเต็มลาน เพื่อร่วมกันสักการะเรือพระ
เรือแต่ละลำได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม ยอดเรือจะใช้กระดาษเงินกระดาษทองฉลุเป็นลายกนกสอดสี เป็นเอกลักษณ์ของเรือพระโคกโพธิ์ เรือพระทุกลำจะจอดชุมนุมใต้แสงอาทิตย์และแสงดาว 6 วัน 5 คืน เมื่อถึงวันแรม 6 ค่ำเดือน 11 ชาวบ้านก็จะพากันลากเรือกลับวัด
ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่ปกคลุมแทบทุกพื้นที่ในปัจจุบัน ทำให้จังหวัดปัตตานีและอำเภอโคกโพธิ์ตัดสินใจจัดงานประเพณีชักพระปีนี้ อย่างยิ่งใหญ่ นอกจากจะมีจุดประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองงานประเพณีที่จัดต่อเนื่องมายาวนานจนครบ 60 ปีแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีทั้งชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีน ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อแสดงถึงความรักความสามัคคีและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขบนความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม
กิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นการประชาสัมพันธ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดสากล คือการจัดมหกรรมสินค้าชุมชน “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” ซึ่งปีนี้จัดใหญ่เป็นพิเศษ หลังจากจัดต่อเนื่องกันมาแล้ว 8 ปี
ผสมผสานสามวัฒนธรรม
งานประเพณีชักพระครั้งที่ 60 จัดกันถึง 10 วัน 10 คืน ระหว่างวันที่ 30 กันยายน -11 ตุลาคม 2552 ในงานมีประชาชนทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีนเดินเที่ยวชมเรือพระกันอย่างแน่นขนัด เรือแต่ละลำล้วนตกแต่งอย่างสวยงาม บางลำนำไม้มาแกะสลักเป็นพุทธประวัติ บอกเล่าเรื่องราวของพระเจ้าสิบชาติก่อนเสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้า บางลำแกะสลักโฟมเป็นลวดลายไทยโบราณอันอ่อนช้อยงดงาม มีริ้วขบวนแห่ฟ้อนรำหน้าเรือพระ และประกวดตีกลองตะโพนเสียงดังตุ้ม ๆๆๆ เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของงาน
แม้งานประเพณีชักพระจะไม่ใช่ประเพณีของคนอิสลาม แต่คนที่นับถือศาสนาไหนก็ตามก็ไม่ควรทำเรื่องแบบนี้ ถ้าบอกคนร้ายได้จะบอกเขาว่าหยุดเถอะ หยุดสร้างความแตกแยกให้กับคนในพื้นที่เสียที เพราะทำไปก็มีแต่เสียกับเสีย เวลาบาดเจ็บล้มตายมันไม่เลือกศาสนา ทุกศาสนาโดนหมด

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต