เยือน \”เชียงแสน\” อีกมุม ท่องอดีตเมืองโบราณ



 

 

เยือน “เชียงแสน” อีกมุม ท่องอดีตเมืองโบราณ

 



อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย นอกจากเป็นดินแดนแห่งสามเหลี่ยมทองคำแล้ว ในแง่ประวัติศาสตร์ เชียงแสนยังมีฐานะเป็นอาณาจักรโบราณ มีเรื่องราวและพงศาวดารถึงประวัติศาสตร์การตั้งเมือง ก่อนมีอาณาจักรล้านนา ทุกวันนี้ยังมีโบราณสถานหลายแห่งและโบราณวัตถุหลายชิ้นที่เก่าแก่รุ่นราวคราวเดียวกับอาณาจักรสุโขทัย หรือก่อนหน้านั้น แต่เรื่องราวไม่ได้เป็นที่รับรู้กันในวงกว้าง

 

ตัวเมืองเชียงแสนทุกวันนี้ แบ่งออกเป็นสองส่วนคือเมืองเก่าหรือเวียงเก่า กับเมืองใหม่ ตัวเมืองเก่าจะอยู่ในเขตกำแพงเมืองเก่า เนื้อที่ประมาณ 2 ตารางกิโลเมตร แต่นอกกำแพงเมืองก็ยังมีโบราณสถานกระจายอยู่ทั่วไปจนถึงอำเภอแม่จัน กินอาณาบริเวณนับหมื่นไร่ เพราะมีเมืองสร้างขึ้นมาซ้อนๆ กันหลายยุคหลายสมัย เช่น อาณาจักรสุวรรณโคมคำ อาณาจักรโยนก อาณาจักรล้านนา อาณาจักรพม่า ฯลฯ

 

ทำให้นอกเขตกำแพงเมืองมีโบราณสถาน เช่นวัดเก่าแก่ที่สำรวจพบอยู่กว่า 66 แห่ง และในเมืองเก่าอีก 76 แห่ง รวม 142 วัด คาดกันว่าถ้าสำรวจทั้งตัวเมืองจะมีอยู่รวมกันไม่ต่ำกว่า 200 แห่ง ด้วยรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เรียกว่า “ศิลปะเชียงแสน

 

ไปถึงตัวอำเภอเชียงแสน จะเห็นถนนสู่เมืองเก่าเชียงแสน ร่มรื่นทั้งสองฝั่งด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย สิ่งแรกที่เห็นคือส่วนที่เหลือของกำแพงเมืองโบราณ ทั้งกำแพงและโบราณสถานอื่นๆ ที่เหลืออยู่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเชียงแสน ร่วมกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงแสนและกลุ่มพลังมวลชน เช่น กลุ่มรักษ์เชียงแสน ร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่ในสภาพแข็งแรง ห้ามมีป้ายโฆษณา ก่อสร้างอาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่บดบังโบราณสถาน ทั้งทำรั้วรอบขอบชิดเอาไว้ เพื่อเมืองโบราณอยู่ร่วมกับชุมชนตลอดไปโดยไม่ถูกทำลาย

 

นอกจากกำแพงเมืองเก่าแก่ที่ยังคงค่อนข้างสมบูรณ์ เห็นคูเมืองเป็นแนวยาวขนานกันไป ภายในยังมีโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะพระธาตุเจดีย์หลวง ตั้งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ทางกำแพงทิศใต้ เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำขนาดใหญ่ สูง 88 เมตร กว้าง 69 เมตร ประวัติเล่าว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนภู พระราชนัดดาในพญาเม็งรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาเมื่อปี พ.ศ.1887

 

ฝั่งตรงกันข้ามนอกกำแพงเมืองเล็กน้อย เป็นที่ตั้งของวัดป่าสัก ที่ยังคงเหลือองค์พระธาตุทรงระฆังเหลี่ยม และเสาวิหารที่สวยงาม สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนภูเช่นกัน โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุโคปกะ (ตาตุ่ม) ข้างขวา จากเมืองปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย มาประดิษฐานเมื่อปี พ.ศ.1838 และทรงให้ปลูกต้นสักรายรอบวัดกว่า 300 ต้น เป็นที่มาของชื่อวัดป่าสัก

 

นอกจากทั้งสองแห่ง ยังมีวัดโบราณอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น วัดพระเจ้าล้านทอง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าทองวัวหรือทองงัวเมื่อปีพ.ศ.2032 และยังมีอีกมากมายที่ยังสำรวจไม่หมด

 

ความเป็นมาของอาณาจักรโบราณในบริเวณนี้ พอลำดับได้ว่าในอดีต ขอมได้ตั้งอาณาจักรสุวรรณโคมคำขึ้นริมฝั่งแม่น้ำโขง ในเมืองต้นผึ้ง ในประเทศลาวทุกวันนี้ เมื่อสุวรรณโคมคำเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าสิงหนวัติกษัตริย์เมืองนครไทยเทศปัจจุบันอยู่ในเขตมณฑลยูนนานประเทศจีน ยกไพร่พลลงมาสร้างเมืองชื่อ “นาคพันธุ์สิงหนวัตินคร” หรือ “โยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสน

 

ราชวงศ์นี้ครองดินแดนอยู่ 1,125 ปี มีกษัตริย์ปกครอง 48 พระองค์ กษัตริย์องค์สุดท้ายคือเจ้าไชยชนะ สิ้นสุดเมื่อปี พ.ศ.1088 เมืองเชียงแสนรุ่งเรืองอีกครั้งในชื่อ “หิรัญนครเงินยาง” เมื่อปีพ.ศ.1181 ถึงกษัตริย์องค์ที่ 24 คือพระยาลาวเม็งได้กำเนิดพญาเม็งรายราชบุตร ต่อมาพญาเม็งรายได้เข้าครอบครองเมืองเชียงรายและขยายการปกครองเป็นอาณาจักรล้านนา

 

เมืองเชียงแสนอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าแสนภู หลานของพญาเม็งราย ในยุคนี้เองที่มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นมากมายจนหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน พระเจ้าแสนภูครองเมืองเชียงแสนได้ 25 ปี ก็ขึ้นไปครองอาณาจักรล้านนาที่เมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.1856 เชียงแสนในยุคสุดท้ายเป็นการแย่งชิงกันระหว่างพม่า ชนกลุ่มต่างๆ และไทย จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์จึงรวมอยู่ในราชอาณาจักรไทยจนถึงปัจจุบัน

 

นอกจากโบราณสถานที่มีให้เห็นทั่วไป ยังมีโบราณวัตถุเก็บรักษาเอาไว้ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน เช่น กลองมโหระทึกพุทธศตวรรษที่ 21 อายุกว่า 2,500 ปี พระรัศมีหรือยอดแหลมที่บนพระเกศาพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่เป็นรูปเปลวเพลิงศิลปะเชียงแสนโบราณ ความสูง 70 เซนติเมตร หล่อด้วยทองสำริด ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณเป็นสัดส่วนขององค์พระพุทธรูปจริง จะมีความสูงขององค์พระสูงใหญ่ถึง 9 เมตรเลยทีเดียว เชื่อว่าเป็นพระรัศมีของ “พระเจ้าล้านตื้อ” หรือ “พระเจ้าทองทิพ” ซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ในวัดบนเกาะดอนแท่น กลางแม่น้ำโขงแล้วถูกกัดเซาะหายไป

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน เปิดทำการวันพุธ-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ปิดวันจันทร์ อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไปเที่ยวเชียงแสนชมทิวทัศน์สามเหลี่ยมทองคำ แม่น้ำโขงแล้ว อย่าลืมแวะชมเมืองโบราณ ศึกษารากเหง้าของท้องถิ่น เพื่อจะได้ซาบซึ้งกับเชียงแสนมากขึ้น