จากสันกำแพงถึงแจ้ซ้อน เส้นทางสายน้ำพุร้อนธรรมชาติ



 

เส้นทางสายหัตกรรมบ่อสร้าง-สันกำแพง

 

เริ่มกันที่ตัวเมืองเชียงใหม่ หากใครเอ่ยถึงเส้นทางสายเชียงใหม่-บ่อสร้าง-สันกำแพง หรือทางหลวงหมายเลข ๑๐๐๖ แล้ว หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เพียงราว ๙ กิโลเมตรจากตัวเมืองเชียงใหม่ก็จะถึงตำบลสร้าง ซึ่งเป็นชุมชนทำร่มมาแต่โบราณ สมัยก่อนร่มจะเป็นของคู่ตัวสาว ๆ หรือแม่หญิงชาวเชียงใหม่ ไม่ว่าจะออกไปไหนก็จะติดร่มไปกางกันแดดไม่ให้ต้องผิวอันผุดผ่อง มีความเชี่ยวชาญชำนาญในการถือร่มถึงขนาดขี่จักรยานไปกางร่มไปด้วย ซึ่งในปัจจุบันเราอาจจะหาดูได้ในขบวนแห่สาธิต “ขบวนแม่หญิงขี่รถถีบกางจ้อง” ตามงานเทศกาลประเพณีต่าง ๆ ซึ่งจะมีสาว ๆ เชียงใหม่นุ่งซิ่นแต่งกายพื้นเมือง ขี่รถจักรยานไป มือหนึ่งกางร่มไปด้วย ซึ่งเป็นภาพที่งดงามและเป็นวิถีชีวิตในอดีตของสาวเชียงใหม่ แต่เดี๋ยวนี้ท้องถนนในเชียงใหม่เต็มไปด้วยรถรายวดยานรวดเร็วขวักไขว่ ขืนสาวใดมาขี่จักรยานกางร่มก็คงถูกรถเฉี่ยวไปอย่างแน่นอน

 

 

 



 

ร่มจากเชียงใหม่ดั้งเดิมที่มักเป็นร่มกระดาษดูงดงามคลาสสิค วันนี้ร่อมบ่อสร้างแต่สายการผลิตเป็นร่มผ้า (ร่มที่ทำจากผ้า) มีทั้งผ้าฝ้าย ผ้าแพรสีสันสดใส มีการเขียนลวดลายมากมายตามความต้องการของตลาด ขนาดก็มีตั้งแต่เท่าร่มตุ๊กตาขึ้นไปจนถึงร่มขนาดใหญ่เท่า ๆ ร่มแม่ค้าในตลาดสดคุณค่าของร่มบ่อสร้างที่แต่เดิมทำขึ้นเพื่อใช้จริงในชีวิตประจำวันนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไป ร่มบ่อสร้างในวันนี้มักเป็นร่มที่ระลึกใช้ประดับตกแต่งมากกว่าจะคุ้มแดดคุ้มฝน ฝีมืองานจึงอาจลดความประณีตบรรจงและความคงทนในการใช้งานลง นอกจากร่มแล้วยังมีพัด ซึ่งก็มักใช้เป็นของที่ระลึกและประดับตกแต่งกันมากกว่า เพราะบางอันขนาดพอ ๆ กับพัดลมติดเพดานทีเดียว แม้ร่มและพัดบ่อสร้างจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอย่างไรแต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือกระบวนการผลิตยังคงเป็นงานหัตถกรรมที่ชาวบ่อสร้างทำด้วยมือตลอดกระบวนการ แค่เพียงแวะเข้าไปเยี่ยมชมกรรมวิธีการขึ้นโครง ลงสี เขียนลาย ด้วยความว่องไวชำนิชำนาญ ก็คุ้มค่ากับการแวะชมและการเลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับมาแล้ว นอกจากร่มและพัด บนถนนสายบ่อสร้าง-สันกำแพง ยังเป็นถนนสายหัตถกรรมที่ผลิตงานฝีมืออีกมากมายหลายอย่าง เช่นผลิตภัณฑ์กระดาษสา หัตถกรรมการแกะสลักไม้ หัตถกรรมจากผลิตภัณฑ์เซรามิก และเครื่องปั้นดินเผาชนิดต่าง ๆ การทอผ้าฝ้ายและผ้าไหม เครื่องเงิน เรียกว่ามีงานหัตถกรรมให้ดูให้เลือกซื้อกันเพลินเลยทีเดียว

 

 

 

 

น้ำพุร้อนสันกำแพง

 

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชมถนนสายหัตถกรรมบ่อสร้าง-สันกำแพงนั้น มักจะเดินทางไปสิ้นสุดที่จุดหมายปลายทางบริเวณน้ำพุร้อนสันกำแพง ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๗ ตำบลบ้านสหกรณ์ กิ่งอำเภอแม่ออน ห่างจากตัวอำเภอสันกำแพงประมาณ ๒๐ กิโลเมตร เส้นทางลาดยางกว้างขวางสะดวกสบาย น้ำพุร้อนสันกำแพงนั้นนับเป็นน้ำพุร้อนที่ผู้คนรู้จักกันมาเนิ่นนาน รอบบริเวณมีสภาพเป็นที่ราบเชิงเขา รายล้อมด้วยหมู่บ้านสหกรณ์ ก่อนถึงสี่แยกเข้าสู่น้ำพุร้อนสันกำแพงจะมีทางแยกเข้าไปยังวัดถ้ำเมืองออน ซึ่งเป็นถ้ำใหญ่อยู่บนเนินเขา ใครชอบเที่ยวถ้ำจะแวะเข้าไปเที่ยวชมก็สะดวกสบาย บ่อน้ำร้อนที่สันกำแพงนั้นมีอุณหภูมิความร้อนสูงมากถึง ๑๐๐-๑๑๐ องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ชนิดที่ร้อนเหมือนน้ำที่ต้มจนเดือดพล่านบนเตา เนื่องจากเป็นน้ำพุร้อนที่เจาะลงไปในระดับความลึกลับนับร้อยเมตร แล้วต่อท่อตรงให้น้ำพุร้อนจัดที่มาแรงดังสูงพ่นน้ำที่เดือดพล่านให้พุ่งขึ้นมาบนพื้นดิน โดยหากเดินผ่านสวนย้อนทวนสายธารน้ำพุขึ้นไปยังบริเวณตัวน้ำพุใหญ่ ๓ บ่อ ก็จะตื่นตาตื่นใจกับภาพของสายน้ำร้อนที่เดือดพล่าน พ่นพุ่งจากพื้นดินขึ้นไปในอากาศเป็นลำสูงถึงกว่า ๒๐ เมตร ทั้งยังส่งเสียงอันพลุ่งพล่านให้เป็นที่น่าเกรงขามไปทั่วบริเวณ เมื่อสายน้ำร้อนที่พุ่งขึ้นไปในอากาศปะทะกับสายลมที่โชยผ่านมา ทำให้เกิดละอองไอขาวลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ และเมื่อกระทบกับแสงตะวันยามสายที่ฉายส่องมา ทำให้เกิดเป็นสายรุ้งโค้งพาดผ่าน งดงามแปลกตายิ่ง

 

บ้านเล็กในป่าใหญ่ที่บ้านแม่กำปอง

 

จากน้ำพุร้อนสันกำแพง ย้อนกลับมายังทางแยกน้ำพุร้อนบริเวณเส้นทางสันกำแพง-แม่ออนอีกครั้ง หากเลี้ยวซ้ายก็จะตรงขึ้นไปยังหมู่บ้านแม่กำปอง ซึ่งเส้นทางจะผ่านบ้านห้วยแก้ว บ้านธารทอง ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร เส้นทางช่วงแรกเป็นถนนลาดยางกว้างขวาง กระทั่งเมื่อถึงบ้านห้วยแก้ว บริเวณทางจะเห็นสวนสนประดับที่งดงาม ซึ่งชาวบ้านปลูกชำไว้ส่งขาย และที่บ้านห้วยแก้วนี้จะมีทางแยกใหญ่ซ้ายมือตัดออกไปอำเภอดอยสะเก็ด ไปจังหวัดเชียงรายได้ส่วนขวามือจะไปยังบ้านแม่กำปอง เมื่อเลยจากทางแยกนี้มาเส้นทางจะเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีต แต่จะแคบลงและเริ่มขึ้นเนินเขา สองข้างทางเป็นสวนลิ้นจี่ที่กำลังออกผลสุกแดงเต็มต้น เลยจากบ้านห้วยแก้วมาไม่ไกลนักก็จะถึงบ้านธารทองหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทางตั้งอยู่บนเนินเขา มีธารน้ำไหลรินมาจากหุบดอยม่อนล้านตอนบน เกิดเป็นธารน้ำตกไหลรินผ่านหมู่บ้าน ในวันอากาศร้อน ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวใกล้เคียงมักจะมาพักผ่อนริมธารอันร่มรื่น ลงเล่นน้ำตกกันอย่างสบายอารมณ์

 

 

 

 

ย้อนหลังไปเมื่อราว ๓๐ ปีก่อน ยอดดอยม่อนล้านได้ถูกชาวม้งจากจังหวัดลำปางอพยพเข้ามาถากถางพื้นที่ทำไร่ฝิ่น จนชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่ากิ่วฝิ่น เมื่อพื้นที่เริ่มถูกถากถางขึ้นเรื่อย ๆ ชาวบ้านแม่กำปองก็กลัวว่าแหล่งต้นน้ำลำธารของพวกเขาบนดอยม่อนล้าน ซึ่งเป็นป่าที่ก่อกำเนิดลำธารหลายสาย เช่น ลำน้ำแม่กำปอง น้ำแม่ลาย น้ำแม่มอญ สายธารน้ำตกตาดเหมยจะถูกทำลายลงไป ชาวบ้านจึงรวมตัวกันแจ้งเจ้าหนัาที่ป่าไม้ ทางอำเภอจึงให้ทำการอพยพชาวม้งออกจากพื้นที่ และให้หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ลาย-แม่ออนเข้ามาดูแลปลูกป่าฟื้นฟูธรรมชาติ แม้นในปัจจุบันสนภูเขาที่ปลูกไว้จะเติบโตสูงใหญ่ แต่พื้นที่บางส่วนคงเห็นร่องรอยของการถากถางทำลายอยู่

 

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนมีพื้นที่ราว ๔๘๐,๐๐๐ ไร่ กินพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ และอำเภอเมืองฯ จังหวัดลำปาง นับเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีธรรมชาติผืนป่าอุดมสมบูรณ์ มีน้ำตกงามขนาดใหญ่ถึง ๓ แห่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการอุทยานฯ คือ น้ำตกแจ้ซ้อน น้ำตกแม่มอน น้ำตกแม่ขุน และยังมีน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดินบริเวณเดียวกันถึง ๙ บ่อ กินบริเวณเนื้อที่เป็นลานกว้างถึงราว ๒,๔๐๐ ตารางเมตร ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มาจากใต้ดินตามธรรมชาติ ไม่ได้มีการเจาะต่อท่อลึกลงไปใต้ดินให้น้ำพุ่งขึ้นมาแบบปุด ๆ ไม่พุ่งสูงเสียดฟ้า แต่ก็เด่นที่เป็นบริเวณกว้าง ไอควันขาวลอยกรุ่นไปทั่วบริเวณ ในขณะที่อุณหภูมิของน้ำก็ร้อนเพียงราว ๗๓-๘๒ องศาเซลเซียส ไม่ร้อนจัดเหมือนน้ำพุร้อนสันกำแพง ใครที่ต้มไข่ในน้ำพุร้อนแจ้ซ้อนก็ต้องใจเย็นรอถึงราว ๒๓ นาทีจึงจะสุก ในขณะที่สันกำแพงลงแช่แค่ ๕-๘ นาทีก็สุก เส้นทางท่องเที่ยวสายน้ำพุร้อนจากสันกำแพงสิ้นสุดลงที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน คงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวแนะนำกันพอเป็นตัวอย่าง เพราะไม่ว่าจะแนะนำกันอย่างไรก็คงไม่เท่าการได้มีโอกาสได้เดินทางไปสัมผัสจริง ไม่เชื่อก็ต้องลองแวะไปพิสูจน์ดูกันเอง