แม่แจ๋มเมืองจม ดินแดนแห่งวิถีไทยล้านนา



 

แม่แจ๋มเมืองจม ดินแดนแห่งวิถีไทยล้านนา
แม้เชียงใหม่จะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนคุ้นเคย และบางคนอาจเดินทางไปเยือนเมืองแห่งขุนเขานี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มีกี่คนที่รู้จัก “เมืองแจ๋ม” ชุมชนเก่าแต่ดั้งเดิมของชาวไทยยวนในหุบที่ราบริมเทือกอินทนนท์ โดยเฉพาะเมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่ถนนยังขยายเส้นทางไปไม่ถึงเมืองเล็ก ๆ แห่งนั้น เมืองแจ๋มก็ดูเหมือนจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบเล็ก ๆ ท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อนที่มีสายน้ำแม่แจ่มไหลลัดเลาะ ทำได้เพียงการเกษตรยังชีพ มีความเป็นอยู่ข้นแค้นสมดังชื่อแม่แจ๋ม หรือเมืองแจม อันหมายถึง ความอดอยากขาดแคลน
จนเมื่อทางลาดยางตัดผ่านเข้าไปในดินแดนแห่งขุนเขาถนนธงชัย เมืองแจ๋มจึงกลับกลายเป็นเมือง “แจ่ม” หรือ “แม่แจ่ม” เพราะแม้จะเป็นเมืองเล็ก ทว่าแม่แจ่มก็เปี่ยมเสน่ห์ด้วยภูมิประเทศอันโดดเด่น มีหุบที่ราบขนาดเล็กเขียวขจีด้วยนาข้าว รับกับสีเขียวครึ้มของเทือกดอยอินทนนท์ ที่ปรากฎตระหง่านเป็นปราการอยู่ด้านหลัง บนที่ราบนั้นมีสายน้ำตื้นใสไหลผ่าน นั่นคือสายน้ำแม่แจ่ม ซึ่งต้นน้ำอยู่บนขุนเขาสูงในพื้นที่นี้ แล้วไหลเรื่อยรินเป็นระยะทาง 170 กิโลเมตร จนไปบรรจบกับแม่น้ำปิงที่บ้านสบแจ่ม อำเภอฮอด

 

 



นอกจากเทือกเขาสลับซับซ้อนและสายน้ำแม่แจ่มยังมีนาขั้นบันไดเรียงลดหลั่นเป็นลำดับตามไหล่เขางดงามไม่ต่างจากนาขั้นบันไดที่บาหลี โดยเฉพาะห้วงเวลาที่สายหมอกบางเบาลอยเรี่ยผ่านผืนนานั่นนับเป็นความงามที่ธรรมชาติมอบให้ไว้เป็นสมบัติแห่งแผ่นดิน
สถานที่ท่องเที่ยว
ชาวเมืองแม่แจ่มได้สร้างสรรค์งานศิลป์ชิ้นเอกซึ่งปรากฎอยู่ในวัดโบราณรอบเมือง เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังสกุลไทยใหญ่ ที่ยังคงความสมบูรณ์ที่สุดในเชียงใหม่ ซึ่งประดับอยู่บนผนังโบสถ์วัดป่าแดด มีทั้งภาพพุทธประวัติและภาพวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่แสดงความเป็นตัวตนของแม่แจ่มได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการแต่งกายของผู้หญิง ซึ่งสมัยนั้นยังไม่สวมเสื้อ บางคนเฉียงสไป บางคนพันผ้าไว้ใต้อก แต่สิ่งที่ไม่แตกต่างกันคือพวกเธอนุ่งซิ่นลายขวาง ส่วนเอวซิ่นเป็นผ้าขาว อันเป็นเอกลักษณ์ของซิ่นแม่แจ่ม นอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดป่าแดด ยังเป็นที่ประดิษฐานพระประธานซึ่งมีพระพักตร์สงบเยือกเย็น ด้านหลังองค์พระคือปูนปั้นเป็นรูปเขาคิชฌกูฎลวดลายวิจิตร
ส่วนวัดอื่น ๆ ก็มีความสำคัญแตกต่างกันไป คือ วัดพระธาตุช่างเคิ่ง มีจารึกว่าเจ้าแก้วเมืองมาและชายาได้บูรณะเมื่อปี พ.ศ. 1609 โดยมีองค์พระธาตุซึ่งเชื่อกันว่าภายในบรรจุเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่วัดยางหลวงเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในอำเภอ มีประเพณีสำคัญคือการแห่กลองหลวง ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงงานจุลกฐินเท่านั้น นอกจากมีการแห่กลองหลวงตอนกลางวันแล้ว ยามค่ำคืนยังมีการจุดบอกไฟแข่งขันกันอีกด้วย วัดเจียงมีซากเจดีย์เก่าอยู่หลังวัด ลักษณะย่อมุมเหมือนเจดีย์ในสมัยติโลกราช วัดพุทธเอิ้นมีอุโบสถไม้ขนาดเล็กกลางสระบัวสำหรับประกอบพิธีบวชพระสงฆ์ นับเป็นอุโบสถกลางน้ำแห่งเดียวที่ยังเหลือในประเทศไทย และวัดกองกานเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในอำเภอวัดมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่คือวิหารหลวงที่สร้างคลุมองค์พระไว้ จุดเด่นอยู่ที่การใช้ไม้เป็นกระเบื้องมุงหลังคา ซึ่งจะหาดูได้ยากยิ่ง

 

 

ไม่เพียงแค่วัดวาอารามที่สะท้อนถึงความเป็นไทยใหญ่และไทยยวน ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของแม่แจ่ม งานฝีมือที่ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นมานานนับร้อยปีคือซิ่นตีนจก ได้สร้างชื่อเสียงให้ชุมชนมาจนถึงทุกวันนี้ตัวซิ่นมี 2 แบบ คือ ทอเป็นลายขวาง มีสีสันนวลตา ด้วยการย้อมสีธรรมชาติ และทอเป็นผ้าตารางสีดำโปร่งบาง ซึ่งเรียกกันว่าผ้าหอมอ้วน (หอมอวล) ทั้ง 2 แบบมีส่วนของหัวซิ่นเป็นผ้าขาวมาเย็บต่อเข้าไปเหมือนดังที่เห็นในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดป่าแดดและสิ่งที่ทำให้ผ้าซิ่นงดงามจับใจคือส่วนของตีนซิ่นซึ่งใช้กรรมวิธีจกด้ายสีสดใสเป็นลวดลายโบราณไม่เพียงด้านหน้าของลายเท่านั้นที่สวยงาม หากเมื่อพลินกลับไปดูด้านในก็ต้องยอมรับว่า ฝืมือการจกของชาวแม่แจ่มช่างแสนประณีต ซิ่นจึงงามทั้งด้านในและด้านนอกสมความตั้งใจของผู้ถ่ายทอดและผู้ถักทอ
ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของวิถีชีวิตชาวแม่แจ่ม ที่เมื่อผนวกกับสภาพภูมิทัศน์อันงดงาม ก้ทำให้ผู้มาเยือนบางคนตกหลุมรักเมืองเล็กในหุบเขาจนย้ายตัวเองมาตั้งรกราก หรือ “จม” อยู่ที่นี่ เกิดคำกล่าวว่า “แม่แจ๋มเมืองจม” อันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเมื่อหลายสิบปีก่อนโดยสิ้นเชิง และสำหรับผู้ที่เพียงแวะเข้ามาเยือนเมืองแม่แจ่มคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าดินแดนแห่งวิถีไทยล้านนานี้ได้เข้ามา “จม” อยู่ในใจ จนนึกถึงเมื่อไรก็อยากกลับไปเมื่อนั้น
สถานที่น่าสนใจ
หมู่บ้านทอผ้าตีนจก ส่วนใหญ่อยู่ตำบลช่างเคิ่ง ตำบลบ้านทับ และตำบลท่าผา ในแต่ละบ้านยังมีกี่ทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน สามารถแวะชมการทอผ้าได้ กลุ่มบ้านไม้สัก เป็นบ้านแบบดั้งเดิมของแม่แจ่มพบมากในตำบลท่าผา วัดเก่าแก่ต่าง ๆ มีศิลปะพื้นถิ่นที่น่าสนใจและยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้