เมืองอู่ทอง ศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าที่สุดในประเทศไทย



 

เมืองอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าที่สุดในประเทศไทย
เมืองอู่ทอง ในเอกสารชมพูทวีป (อินเดีย) กับลังกาทวีป (ลังกา) เรียก “สุวรรณภูมิ” ส่วนเอกสารจีนเรียก “จินหลิน” ล้วนมีความหมายเหมือนกันคือ ดินแดนทอง ตรงกับชื่อในตำนานว่า อู่ทอง ที่ตั้งเมืองอู่ทอง อยู่กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำแม่กลองกับแม่น้ำท่าจีน โดยมีเส้นทางน้ำเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน คือลำน้ำทวน กับ ลำน้ำจรเข้สามพัน
วิคโตรินุส ศรัทธา ความสุข เป็นสง่า ส่วนด้านหลังของเหรียญเป็นรูปของเทพีอาธีนา
1. อู่ทอง ศูนย์กลางพุทธศาสนาเก่าที่สุดของรัฐทวารวดี
อู่ทองเป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีร่องรอยการติดต่อกับอินเดียมาตั้งแต่หลัง พ.ศ.200-400 (พุทธศตวรรษที่ 3-5) อู่ทอง มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “สุวรรณภูมิ” ดินแดนที่พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งชมพูทวีปที่มีอายุอยู่ในช่วงราว พ.ศ.200-300 ได้ส่งพระสมณทูต อุตตรเถระ และโสณเถระ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาท แต่ไม่เคยพบหลักฐานอยู่ในจารึกของพระเจ้าอโศกเลย ผิดจากการส่งสมณทูตไปยังดินแดนอื่นๆ มีจารึกของพระองค์ระบุไว้อย่างชัดเจน หลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับการที่พระองค์ส่งสมณทูตมายังสุวรรณภูมิ ระบุอยู่ในมหาวงศ์พงศาวดารลังกา ที่มีอายุอ่อนลงมาอีกมาก ความเข้าใจเรื่องดังกล่าวในอุษาคเนย์จึงมีรากฐานที่สำคัญมาจากการติดต่อ สัมพันธ์กับลังกาเสียมากกว่า ซึ่งหมายถึงทั้งเครือข่ายของพระพุทธศาสนาเถรวาทและการค้า
ดังนั้น การที่เมืองอู่ทองมีหลักฐานต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนรับวัฒนธรรมศาสนา จนถึงสมัยที่รับวัฒนธรรมศาสนาแล้ว ซ้ำยังดูเหมือนว่ามีลักษณะเชิงช่างที่เก่าแก่กว่าเมืองอื่นๆ ในวัฒนธรรมทวารวดี

 

 

 

 



2. พระเจ้าอู่ทอง ไม่ได้มาจากเมืองอู่ทอง
ไม่มีหลักฐานยืนยันได้เลยว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากเมืองอู่ทองเมื่อพิจารณารากศัพท์แล้ว ชื่อ อู่ทอง คงจะสัมพันธ์กับคำว่า จินหลิน และสุวรรณภูมิ ในบันทึกของจีน และอินเดีย ตามข้อคิดเห็นของ มานิต วัลลิโภดม มากกว่า พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง รายงานเสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี และ นิทานโบราณคดี เป็นหลักฐานชิ้นเก่าแก่ที่สุดที่พยายามอธิบายถึงพัฒนาการของเมืองอู่ ทองอย่างจริงจัง เนื้อความตอนหนึ่งทรงสันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา น่าจะเคยครองราชย์ที่เมืองอู่ทองมาก่อน
แต่เมืองอู่ทอง จึงไม่ได้ร้างไปในช่วงหลัง พ.ศ.1700 แต่มีร่องรอยพัฒนาการทางงานช่างที่ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงสมัยกรุง ศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ เมื่อพิจารณาจากเครือข่ายปริมณฑลของอู่ทอง โดยสัมพันธ์อยู่กับวัฒนธรรมขอมเสียมาก
ร่องรอยของวัฒนธรรมขอมที่ว่า เป็นอย่างที่พบอยู่ทั้งใน ลพบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี กลุ่มวัฒนธรรมเหล่านี้ค่อยตกผลึกกลายเป็นกรุงศรีอยุธยาในช่วงแรกเริ่ม อู่ทองในฐานะเครือข่ายของวัฒนธรรมขอมลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วง พ.ศ.1700-1900 จึงชวนให้คิดไปได้ว่า เมืองอู่ทองสัมพันธ์กับเครือข่ายของพระเจ้าอู่ทองในตำนาน

 

 

3. อู่ทองไม่เคยร้างมีชุมชนต่อเนื่องถึงอยุธยา
เมืองอู่ทองมีประชากรอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนรับวัฒนธรรมศาสนาพุทธ-พราหมณ์ (จากชมพูทวีป) ต่อเนื่องมาถึงสมัยที่ร่วมอยู่ในวัฒนธรรมแบบทวารวดีเมื่อราวหลัง พ.ศ.1100 เรื่อยมาจนถึงช่วงหลัง พ.ศ.1600 ยังพบร่องรอยของกลุ่มงานช่างที่สามารถเปรียบเทียบรูปแบบได้ว่าน่าจะสร้าง ขึ้นในช่วงระหว่าง พ.ศ.1600-1900 หมายความว่า เมืองอู่ทองไม่ได้ร้าง หากแต่มีคงอยู่สืบเนื่อง ร่องรอยการอยู่อาศัยภายในเขตเมืองโบราณอู่ทองไม่ได้ขาดหายไปในช่วงเวลาหลัง พ.ศ.1500 อย่างที่มักจะเข้าใจกันมาแต่เดิม
อาจจะกล่าวได้ว่า เมืองอู่ทองไม่ได้มีขนาดเล็กลงกลายเป็นเพียงชุมชนขนาดย่อม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้า อย่างที่มีข้อสันนิษฐานอยู่ในงานวิจัยบางชิ้น หากแต่เมืองอู่ทองมีปริมณฑลที่ขยายออกไปนอกเมืองร่องรอยของวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับหริภุญชัย หรือกลุ่มงานช่างแบบที่นิยมอยู่ในฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงระหว่าง พ.ศ.1600-1800 และงานช่างแบบขอมถูกพบกระจายตัวอยู่โดยทั่วไปตลอดลำน้ำทวน ลำน้ำจรเข้สามพัน แสดงให้เห็นถึงเครือข่ายทางการเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจากยุคก่อน พ.ศ.1500 ต่างหาก